อัจฉริยะข้ามคืน ล้านที่ 36
อัจฉริยะข้ามคืน ล้านที่ 36
เว็บบล๊อกนี้จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองกับการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านทางอินเตอร์เน็ต สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาเป็นหลัก แต่อาจจะรวมทั้งรักเรียนทุกระดับชั้นที่ต้องการค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ที่ใช้ประกอบการทำรายงานและเพิ่มเติมความรู้นอกเหนือจากห้องเรียน
วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
Sci Fighting วิทย์สู้วิทย์ 9 มกราคม 2556
Sci Fighting วิทย์สู้วิทย์ 9 มกราคม 2556
Sci Fighting วิทย์สู้วิทย์ 9 มกราคม 2556
Sci Fighting วิทย์สู้วิทย์ 9 มกราคม 2556
วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2556
NASA พบรอยทะเลสาบบนดาวอังคาร
NASA พบรอยทะเลสาบบนดาวอังคาร
นาซา เผย ยานอวกาศสหรัฐฯ พบหลักฐานทะเลสาบโบราณบนดาวอังคาร ซึ่งเพิ่มน้ำหนักการสนับสนุนให้แก่ทฤษฎีที่ว่า ครั้งหนึ่งดาวอังคารเคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่
องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา เปิดเผยว่า ยานอวกาศสหรัฐฯ มาร์ส รีคอนเนสซองซ์ ออร์บิทเตอร์ ที่โคจรรอบดาวอังคารพบหลักฐานหลุมทะเลสาบโบราณ ที่หล่อเลี้ยงด้วยน้ำใต้ดิน ซึ่งเพิ่มน้ำหนักการสนับสนุนให้แก่ทฤษฎีที่ว่า ครั้งหนึ่งดาวอังคารเคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ โดยข้อมูลที่ส่งมาจากยานอวกาศสำรวจดาวอังคาร แสดงร่องรอยของสารคาร์บอเนต และดินในหลุมแมคลาฟลิน ที่มีความลึกประมาณ 2.2 กิโลเมตร ทำให้เชื่อว่า หลุมนี้เคยเป็นทะเลสาบมาก่อน
ขณะที่ นักวิทยาศาสตร์ของยานเอ็มอาร์โอ บอกว่า การค้นพบครั้งล่าสุดบ่งชี้ว่า ดาวอังคารมีความซับซ้อนมากกว่าที่คาดไว้ และในบางพื้นที่น่าจะมีการเผยสัญญาณของสิ่งมีชีวิตโบราณ ส่วนยานคิวริออสซิติอีกลำของนาซา ได้สำรวจพื้นผิวบนดาวอังคาร นับตั้งแต่ลงจอด เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมปีที่แล้ว เพื่อเก็บตัวอย่างหินต่าง ๆ พร้อมกับส่งภาพกลับมายังพื้นโลก
ที่มา
http://hilight.kapook.com/view/81106
วันเสาร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2556
บัญญัติ 5 ประการ ต้านโรคไต
บัญญัติ 5 ประการ ต้านโรคไต

หนึ่งในโรคที่คนไทยเป็นมากที่สุด ก็คือ โรคไต จากสถิติของสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ระบุว่า มีประชาชนจำนวนถึง 4-5 ล้านคน เริ่มมีภาวะของโรคไตบกพร่อง แต่ไม่ได้มีอาการ และไม่รู้ว่าโรคไตกำลังจะมาเยือน ขณะที่จำนวนผู้ป่วยที่เป็นโรคไตและฟอกเลือดแล้ว อยู่ที่ห้าร้อยเศษๆ ต่อล้านคน และประมาณสี่หมื่นคนที่จะต้องฟอกเลือด
โรคไตนั้นมีหลายอย่าง แต่ที่เรารู้จักกันมากที่สุด ก็คือ โรคไตเรื้อรัง แต่เดิมนั้น ใช้คำว่า ไตวาย โรคไตเรื้อรังก็คือการเป็นโรคไตนานๆ แล้วไตก็เสื่อมลงๆ จนกระทั่งถึงจุดที่เป็นมากที่สุด ก็เรียกว่า ไตวายเรื้อรัง
ศ.นพ.เกรียง ตั้งสง่า ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไต ประธานราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรคไตไม่ใช่โรคที่รักษาไม่ได้ และยิ่งรู้แต่เนิ่นได้เท่าไหร่ยิ่งเป็นการดี นอกจากนี้ ยังแนะวิธีป้องกัน ตลอดจนการสังเกตเพื่อดูว่าเราเป็นโรคไตหรือไม่ ด้วยหลัก 5 ข้อต่อไปนี้
1.การป้องกันในขั้นปฐมภูมิ โดยหลักของสุขภาพ ถ้ายังไม่เป็นโรค เราก็ควบคุมน้ำหนัก ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า อย่าปล่อยให้ตัวเองอ้วน ออกกำลังกาย
2.ใครคือบุคคลต้องสงสัยว่าจะเป็นโรคไตที่ควรตรวจ?
2.1.สูงอายุ ถ้าอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป ต้องระวัง ต้องตรวจ
2.2.คนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือมีคนในครอบครัวเคยเป็นโรคไต
2.3.ผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวาน เป็นความดัน หรือเป็นโรคอ้วน
3.การควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ไตเสื่อม
3.1.การรักษาสมดุล กรด-ด่าง
3.2.การงดการบริโภคสารอาหารโปรตีนเป็นจำนวนมาก
3.3.การลดอาหารเค็ม
3.4.การงดการบริโภคไขมันอิ่มตัว
4.หลักการทานอาหาร
4.1.อย่าทานเนื้อสัตว์มาก รวมทั้งเนื้อปลา เนื้อไข่
4.2.อย่าทานเค็ม
4.3.ลดอาหารจำพวกที่มีฟอสเฟตสูง เช่น เมล็ดถั่ว เมล็ดพืช
4.4.เครื่องในสัตว์ ควรลด
4.5.ผักผลไม้ ควรทานเยอะๆ
5.วิธีสังเกตว่าคุณเป็นโรคไตหรือไม่?
อาการเมื่อเป็นน้อย
5.1.ไม่มีอาการเตือนอะไรเลย
5.2.ปัสสาวะกลางคืน
5.3.ปัสสาวะมีฟองมากผิดสังเกต (เกิดจากเริ่มมีไข่ขาวรั่วในปัสสาวะ)
อาการเมื่อเป็นมาก
5.4.เบื่ออาหาร, ความดันโลหิตสูง, บวม, เหนื่อย, ซีด, เพลีย, คลื่นไส้, อาเจียน ต้องรีบไปพบแพทย์
กฎเหล็กอาหารเพื่อลูกรัก
มีคำถามว่า หลังจากคุณลูกตัวน้อยอายุได้ 6 เดือน ควรทำอาหารอะไรที่เหมาะสม?
รศ.คลินิก พญ.สุนทรี รัตนชูเอก กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเด็ก รพ.เด็ก ให้ความรู้ว่า ถึงแม้นมยังเป็นอาหารหลัก แต่หลังจากหกเดือน น้ำนมแม่เริ่มไม่เพียงพอแล้ว จำเป็นที่จะต้องเสริมอาหารเข้าไป อย่างพวกข้าวบด และอาจจะมีการใส่กล้วยน้ำหว้าครูดเข้าไป แต่กระนั้น พลังงานอาจจะไม่เพียงพอ เพราะว่าเวลาลูกเรารับประทานนมหรือนมแม่ จะได้รับสารอาหารครบ แต่พอมากินข้าวกับกล้วย สารอาหารก็คงมีเพียงสารอาหารจำพวกแป้ง และที่สำคัญ พอหลังหกเดือน เด็กจะเริ่มขาดธาตุอาหารประเภทเหล็ก ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องเสริมอาหารที่มีธาตุเหล็กเข้าไปในข้าวบด เช่น ตัวหรือเลือดแล้วบดให้เป็นชิ้นเล็กๆ ผสมไปกับข้าวบด ก็จะช่วยลดการขาดธาตุเหล็ก
“และที่สำคัญ คือ เรื่องรสชาติ ไม่ต้องปรุงให้ลูก เพราะลูกเล็กกินรสใดก็ได้ แต่เดิม ลูกกินเพียงแค่นม ตุ่มรับรสของเด็กจะสัมผัสว่าอร่อยและหวานที่สุดแล้ว ทีนี้ ถ้าแม่เติมน้ำตาลไปในข้าวบด มันจะหวานมาก และหลังจากนั้นจะส่งผลให้ลูกติดหวาน จะทานอะไร ก็ต้องเติมน้ำตาลลงไปอีก สร้างความเคยชินที่ไม่ถูกหลักโภชนาการ ดังนั้น ไม่ต้องใส่น้ำตาล ไม่ต้องปรุงรส”
ขอบคุณข้อมูล : รายการ “Health Line สายตรงสุขภาพ” รายการที่สร้างภูมิคุ้มกันโรคภัยไข้เจ็บ ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 7.00-8.00 น.ทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี
ที่มา
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9560000006328
หนึ่งในโรคที่คนไทยเป็นมากที่สุด ก็คือ โรคไต จากสถิติของสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ระบุว่า มีประชาชนจำนวนถึง 4-5 ล้านคน เริ่มมีภาวะของโรคไตบกพร่อง แต่ไม่ได้มีอาการ และไม่รู้ว่าโรคไตกำลังจะมาเยือน ขณะที่จำนวนผู้ป่วยที่เป็นโรคไตและฟอกเลือดแล้ว อยู่ที่ห้าร้อยเศษๆ ต่อล้านคน และประมาณสี่หมื่นคนที่จะต้องฟอกเลือด
โรคไตนั้นมีหลายอย่าง แต่ที่เรารู้จักกันมากที่สุด ก็คือ โรคไตเรื้อรัง แต่เดิมนั้น ใช้คำว่า ไตวาย โรคไตเรื้อรังก็คือการเป็นโรคไตนานๆ แล้วไตก็เสื่อมลงๆ จนกระทั่งถึงจุดที่เป็นมากที่สุด ก็เรียกว่า ไตวายเรื้อรัง
ศ.นพ.เกรียง ตั้งสง่า ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไต ประธานราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรคไตไม่ใช่โรคที่รักษาไม่ได้ และยิ่งรู้แต่เนิ่นได้เท่าไหร่ยิ่งเป็นการดี นอกจากนี้ ยังแนะวิธีป้องกัน ตลอดจนการสังเกตเพื่อดูว่าเราเป็นโรคไตหรือไม่ ด้วยหลัก 5 ข้อต่อไปนี้
1.การป้องกันในขั้นปฐมภูมิ โดยหลักของสุขภาพ ถ้ายังไม่เป็นโรค เราก็ควบคุมน้ำหนัก ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า อย่าปล่อยให้ตัวเองอ้วน ออกกำลังกาย
2.ใครคือบุคคลต้องสงสัยว่าจะเป็นโรคไตที่ควรตรวจ?
2.1.สูงอายุ ถ้าอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป ต้องระวัง ต้องตรวจ
2.2.คนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือมีคนในครอบครัวเคยเป็นโรคไต
2.3.ผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวาน เป็นความดัน หรือเป็นโรคอ้วน
3.การควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ไตเสื่อม
3.1.การรักษาสมดุล กรด-ด่าง
3.2.การงดการบริโภคสารอาหารโปรตีนเป็นจำนวนมาก
3.3.การลดอาหารเค็ม
3.4.การงดการบริโภคไขมันอิ่มตัว
4.หลักการทานอาหาร
4.1.อย่าทานเนื้อสัตว์มาก รวมทั้งเนื้อปลา เนื้อไข่
4.2.อย่าทานเค็ม
4.3.ลดอาหารจำพวกที่มีฟอสเฟตสูง เช่น เมล็ดถั่ว เมล็ดพืช
4.4.เครื่องในสัตว์ ควรลด
4.5.ผักผลไม้ ควรทานเยอะๆ
5.วิธีสังเกตว่าคุณเป็นโรคไตหรือไม่?
อาการเมื่อเป็นน้อย
5.1.ไม่มีอาการเตือนอะไรเลย
5.2.ปัสสาวะกลางคืน
5.3.ปัสสาวะมีฟองมากผิดสังเกต (เกิดจากเริ่มมีไข่ขาวรั่วในปัสสาวะ)
อาการเมื่อเป็นมาก
5.4.เบื่ออาหาร, ความดันโลหิตสูง, บวม, เหนื่อย, ซีด, เพลีย, คลื่นไส้, อาเจียน ต้องรีบไปพบแพทย์
กฎเหล็กอาหารเพื่อลูกรัก
มีคำถามว่า หลังจากคุณลูกตัวน้อยอายุได้ 6 เดือน ควรทำอาหารอะไรที่เหมาะสม?
รศ.คลินิก พญ.สุนทรี รัตนชูเอก กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเด็ก รพ.เด็ก ให้ความรู้ว่า ถึงแม้นมยังเป็นอาหารหลัก แต่หลังจากหกเดือน น้ำนมแม่เริ่มไม่เพียงพอแล้ว จำเป็นที่จะต้องเสริมอาหารเข้าไป อย่างพวกข้าวบด และอาจจะมีการใส่กล้วยน้ำหว้าครูดเข้าไป แต่กระนั้น พลังงานอาจจะไม่เพียงพอ เพราะว่าเวลาลูกเรารับประทานนมหรือนมแม่ จะได้รับสารอาหารครบ แต่พอมากินข้าวกับกล้วย สารอาหารก็คงมีเพียงสารอาหารจำพวกแป้ง และที่สำคัญ พอหลังหกเดือน เด็กจะเริ่มขาดธาตุอาหารประเภทเหล็ก ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องเสริมอาหารที่มีธาตุเหล็กเข้าไปในข้าวบด เช่น ตัวหรือเลือดแล้วบดให้เป็นชิ้นเล็กๆ ผสมไปกับข้าวบด ก็จะช่วยลดการขาดธาตุเหล็ก
“และที่สำคัญ คือ เรื่องรสชาติ ไม่ต้องปรุงให้ลูก เพราะลูกเล็กกินรสใดก็ได้ แต่เดิม ลูกกินเพียงแค่นม ตุ่มรับรสของเด็กจะสัมผัสว่าอร่อยและหวานที่สุดแล้ว ทีนี้ ถ้าแม่เติมน้ำตาลไปในข้าวบด มันจะหวานมาก และหลังจากนั้นจะส่งผลให้ลูกติดหวาน จะทานอะไร ก็ต้องเติมน้ำตาลลงไปอีก สร้างความเคยชินที่ไม่ถูกหลักโภชนาการ ดังนั้น ไม่ต้องใส่น้ำตาล ไม่ต้องปรุงรส”
ขอบคุณข้อมูล : รายการ “Health Line สายตรงสุขภาพ” รายการที่สร้างภูมิคุ้มกันโรคภัยไข้เจ็บ ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 7.00-8.00 น.ทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี
ที่มา
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9560000006328
ตัดถุงน้ำดี มีผลอย่างไร
ตัดถุงน้ำดี มีผลอย่างไร

ถุงน้ำดี มีลักษณะเป็นถุง เป็นกระเปาะ มีทางเดินติดต่อกับระบบน้ำดีส่วนกลาง ถุงน้ำดีมีหน้าที่กักเก็บน้ำดีที่สร้างมาจากตับ แล้วจะมาถูกพักไว้ในถุงน้ำดี เมื่อรับประทานอาหารเข้าไป โดยเฉพาะอาหารมันๆ จะไปกระตุ้นให้เกิดการบีบตัวของถุงน้ำดี ทำให้น้ำดีที่พักไว้ในถุงไหลลงสู่ระบบน้ำดีเข้าสู่ทางเดินอาหารเพื่อย่อยสลายอาหารต่อไป
เหตุที่ต้องตัดถุงน้ำดีมีอยู่ 2 สาเหตุหลักๆ คือ
1. มีนิ่วเกิดขึ้นในถุงน้ำดี
2.มีก้อนเนื้อเกิดขึ้นในถุงน้ำดี
หลังจากตัดถุงน้ำดีออก อาจทำให้การย่อยอาหารผิดปกติไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานอาหารที่มีไขมันมากๆ ซึ่งปริมาณน้ำดีอาจน้อยลง เนื่องจากไม่มีที่พักเก็บน้ำดีแล้ว โดยที่น้ำดีจะไหลลงมาเรื่อยๆ สู่ระบบทางเดินอาหาร
ทำให้มีอาการท้องอืดแน่นท้องได้ยิ่งในระยะแรกหลังการผ่าตัด แต่เมื่อเวลาผ่านไป คนไข้อาจมีการปรับตัว เช่น ท่อทางเดินน้ำดีมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น น้ำดีก็อาจจะมาค้างที่ท่อทางเดินน้ำดีมากขึ้น หรือเมื่อคนไข้เริ่มปรับตัวได้มากยิ่งขึ้น ก็จะทำให้ระบบการย่อยอาหารนั้นกลับมาเหมือนหรือคล้ายๆ กับปกติได้
สำหรับการดูแลตนเองหลังการผ่าตัด ควรระวังเรื่องของบาดแผลเป็นสำคัญ โดยปกติแผลจะหายในเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ แพทย์จะแนะนำในช่วง 1-2 เดือนแรก อย่าหักโหมทำงานหนัก ยกของหนัก หรือเดินทางไกลๆ เพราะแผลที่หายสนิทอาจจะยังไม่สมานเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่แข็งแรงพอ และอาจมีการปริแยกของแผลได้
ที่มา
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9560000005788
ถุงน้ำดี มีลักษณะเป็นถุง เป็นกระเปาะ มีทางเดินติดต่อกับระบบน้ำดีส่วนกลาง ถุงน้ำดีมีหน้าที่กักเก็บน้ำดีที่สร้างมาจากตับ แล้วจะมาถูกพักไว้ในถุงน้ำดี เมื่อรับประทานอาหารเข้าไป โดยเฉพาะอาหารมันๆ จะไปกระตุ้นให้เกิดการบีบตัวของถุงน้ำดี ทำให้น้ำดีที่พักไว้ในถุงไหลลงสู่ระบบน้ำดีเข้าสู่ทางเดินอาหารเพื่อย่อยสลายอาหารต่อไป
เหตุที่ต้องตัดถุงน้ำดีมีอยู่ 2 สาเหตุหลักๆ คือ
1. มีนิ่วเกิดขึ้นในถุงน้ำดี
2.มีก้อนเนื้อเกิดขึ้นในถุงน้ำดี
หลังจากตัดถุงน้ำดีออก อาจทำให้การย่อยอาหารผิดปกติไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานอาหารที่มีไขมันมากๆ ซึ่งปริมาณน้ำดีอาจน้อยลง เนื่องจากไม่มีที่พักเก็บน้ำดีแล้ว โดยที่น้ำดีจะไหลลงมาเรื่อยๆ สู่ระบบทางเดินอาหาร
ทำให้มีอาการท้องอืดแน่นท้องได้ยิ่งในระยะแรกหลังการผ่าตัด แต่เมื่อเวลาผ่านไป คนไข้อาจมีการปรับตัว เช่น ท่อทางเดินน้ำดีมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น น้ำดีก็อาจจะมาค้างที่ท่อทางเดินน้ำดีมากขึ้น หรือเมื่อคนไข้เริ่มปรับตัวได้มากยิ่งขึ้น ก็จะทำให้ระบบการย่อยอาหารนั้นกลับมาเหมือนหรือคล้ายๆ กับปกติได้
สำหรับการดูแลตนเองหลังการผ่าตัด ควรระวังเรื่องของบาดแผลเป็นสำคัญ โดยปกติแผลจะหายในเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ แพทย์จะแนะนำในช่วง 1-2 เดือนแรก อย่าหักโหมทำงานหนัก ยกของหนัก หรือเดินทางไกลๆ เพราะแผลที่หายสนิทอาจจะยังไม่สมานเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่แข็งแรงพอ และอาจมีการปริแยกของแผลได้
ที่มา
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9560000005788
วันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2555
ปี 2556 มี "ดาวหาง" มาให้ชมจุใจ 2 ดวงเลย
ปี 2556 มี "ดาวหาง" มาให้ชมจุใจ 2 ดวงเลย

ภาพคาดการณ์ความสว่างของดาวหางไอซอนเมื่อมองจากฟ้าที่อังกฤษ ในวันที่ 29 พ.ย.56 หลังพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า (universetoday)
ปี'56 "ดาวหาง" มาให้ชม 2 ดวง
สมาคมดาราศาสตร์ฯ เผยปี '56 มีดาวหางที่อาจสว่างจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า 2 ดวง คือ "ดาวหางแพนสตาร์ส" ที่ค้นพบเมื่อปี '54 โดยคาดว่าจะได้เห็น 30 นาที หลังอาทิตย์ตก ช่วงกลาง มี.ค. และ "ดาวหางไอซอน" ที่ค้นพบเมื่อปี '55 ซึ่งคาดว่าจะได้เห็นช่วงปลาย พ.ย.56 ไปถึงต้นปี '57
สมาคมดาราศาสตร์ไทยเผยว่าในปี 2556 นี้คนไทยมีโอกาสได้ชมดาวหางที่คาดว่าจะสว่างจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า 2 ดวง ได้แก่ ดาวหางแพนสตารร์ส (Panstarrs) หรือ C/2011 ซึ่งค้นพบเมื่อ มิ.ย.54 และขณะนี้กำลังเข้าใกล้ดวงอาทิตย์และเริ่มปรากฏหางจากความร้อนของดวงอาทิตย์แล้ว ดาวหางไอซอน (Ison) หรือ C/2012 S1 ซึ่งเพิ่งค้นพบเมื่อเดือน ก.ย.55
ทั้งนี้ นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวหางแพนสตารร์สจากภาพถ่ายเมื่อเดือน มิ.ย.54 ขณะที่ดาวหางอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 7.9 หน่วยดาราศาสตร์ (ระยะทางจากโลกถึงดวงอาทิตย์ เรียกว่า 1 หน่วยดาราศาสตร์) จะเข้าใกล้โลกที่สุดในวันที่ 5 มี.ค.56 ซึ่งระนาบโคจรของดาวห่าง 84 องศา หรือเกือบตั้งฉากกับระนนาบวงโคจรของโลก และจะผ่านจุดที่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดในวันที่ 10 มี.ค.56
คาดว่าจะเริ่มสังเกตดาวหางแพนสตารร์ส ด้วยตาเปล่าได้ในช่วงปลาย ม.ค.56 หรือต้น ก.พ.56 แต่สังเกตได้ดีในซีกโลกใต้ ส่วนในประเทศไทยยังไม่สามารถเห็นได้เพราะดาวหางขึ้นและตกเกือบพร้อมดวงอาทิตย์ ข้อมูลจากสมาคมดาราศาสตร์ฯ ระบุว่า ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับประเทศน่าจะเป็นช่วง 9-17 มี.ค.56 เนื่องจากเป็นช่วงที่ดาวหางสว่างที่สุด และตกลับขอบฟ้าช้าที่สุด
“อย่างไรก็ดี ดาวหางจะปรากฏเฉพาะช่วงเวลาที่ยังมีแสงยามเย็น ท้องฟ้าไม่มืดสนิท และปรากฏอยู่ในกลุ่มดาวปลา ซึ่งเราอาจสังเกตเห็นหางที่ทอดยาวขึ้นเหนือขอบฟ้า จากแนวโน้มคาดว่าวันที่ 8-12 มี.ค.56 ความสว่างหรือโชติมาตรของดาวหางจะอยู่ในช่วง +1 ถึง -1 ซึ่งนับว่าสว่างมาก แต่การสังเกตจะทำได้หลังดวงอาทิตย์ตกไปแล้ว 30 นาที โดยหันหน้าไปทางทิศตะวันตก” ข้อมูลจากสมาคมดาราศาสตร์ระบุ
ส่วนดาวหางไอซอนนั้นเพิ่งถูกค้นพบเมื่อเดือน ก.ย.55 ที่ผ่านมา ขณะดาวหางอยู่ห่าวจากดวงอาทิตย์ 6.3 หน่วยดาราศาสตร์ และจะเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดราว 28-29 พ.ย.56 ที่ระยะห่าง 0.012 หน่วยดาราศาสตร์ หรือ 1.9 ล้านกิโลเมตรและห่างจากผิวดวงอาทิตย์เพียง 1.2 ล้านกิโลเมตร โดยคาดว่าความสว่างของดาวหางจะอยู่ในช่วงโชติมาตร -10 ถึง -16 หรือสว่างใกล้เคียงและมากกว่าดวงจันทร์ (ค่าโชติมาตรยิ่งติดลบยิ่งสว่าง)
หากความสว่างเป็นไปตามคาดหมาย ทางสมาคมดาราศาสตร์ฯ ระบุว่าผู้สังเกตในประเทศไทยจะได้เห็นดาวหางไอซอนด้วยตาเปล่าบนท้องฟ้ากลางคืนช่วงต้นเดือน พ.ย.56 - เดือน ม.ค.57 แต่ยกเว้นช่วงปลาย พ.ย.-ต้น ธ.ค.55 เพราะดาวหางจะขึ้นและตกไปพร้อมดวงอาทิตย์ โดยดาวหางไอซอนจะเข้าใกล้โลกที่สุดราว 26-27 ธ.ค.56 ที่ระยะ 0.4 หน่วยดาราศาสตร์ หรือ 64 ล้านกิโลเมตร
นายปณัฐพงศ์ จันทรวัฒนาวณิช เจ้าหน้าที่สมาคมดาราศาสตร์ไทย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ว่า ตำแหน่งของดาวหางไอซอนบนฟ้านั้นอยู่ในตำแหน่งที่เห็นง่ายกว่าดาวหางแพนสตารร์ส เพราะอยู่กลางฟ้า และยังมีความสว่างกว่ามาก แต่ความสว่างก็อาจคลาดเคลื่อนได้ โดยเมื่อดาวหางเฉียดใกล้ดวงอาทิตย์อาจสลายไปจนไม่อาจเห็นได้
“สำหรับดาวหางแพนสตารร์สอยู่ในตำแหน่งที่ดูได้ทั้งโลก ซึ่งตอนนี้เริ่มเข้ามาใกล้และเริ่มปรากฏหางแล้ว นักดาราศาสตร์มีข้อมูลเกี่ยวกับดาวหางดวงนี้มากกว่า ส่วนดาวหางไอซอนจะเห็นได้ดีในประเทศซีกโลกเหนือ ตอนนี้ยังไม่เข้ามาใกล้ ยังเป็นก้อนน้ำแข็งอยู่ และไม่ปรากฏหางที่เกิดจากความร้อนของดวงอาทิตย์” ปณัฐพงศ์กล่าว
เจ้าหน้าที่สมาคมดาราศาสตร์ฯ ให้ข้อมูลอีกว่า ปกติดาวหางจะเข้ามาในระบบสุริยะปีละหลาย 10 ดวง แต่ในปี 56 นี้พิเศษที่มีดาวหางสว่างถึง 2 ดวงที่จะได้เห็นในเมืองไทย ซึ่งปกติจะใช้เวลา 5-10 ปีจึงจะได้เห็นดาวหางสว่างๆ จึงน่าติดตาม เพราะทั้งสว่างและเห็นได้ในเมืองไทย ซึ่งตอนนี้นักดาราศาสตร์รู้แค่ว่าจะโคจรอย่างไร แต่ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อโดนความร้อนของดวงอาทิตย์แล้วจะปริแตกหรือไม่
ภาพดาวหางแพนสตาร์ส ซึ่งถ่ายจากเปอร์โตริโก เมื่อ 4 ก.ย.55 (Efrain Morales/Jaicoa Observatory)
ภาพดาวไอซอน เมื่อ 22 ก.ย.55 จากหอดูดาว RAS สหรัฐฯ (E. Guido, G. Sostero, N. Howes)
ที่มา
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9550000155247
ภาพคาดการณ์ความสว่างของดาวหางไอซอนเมื่อมองจากฟ้าที่อังกฤษ ในวันที่ 29 พ.ย.56 หลังพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า (universetoday)
ปี'56 "ดาวหาง" มาให้ชม 2 ดวง
สมาคมดาราศาสตร์ฯ เผยปี '56 มีดาวหางที่อาจสว่างจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า 2 ดวง คือ "ดาวหางแพนสตาร์ส" ที่ค้นพบเมื่อปี '54 โดยคาดว่าจะได้เห็น 30 นาที หลังอาทิตย์ตก ช่วงกลาง มี.ค. และ "ดาวหางไอซอน" ที่ค้นพบเมื่อปี '55 ซึ่งคาดว่าจะได้เห็นช่วงปลาย พ.ย.56 ไปถึงต้นปี '57
สมาคมดาราศาสตร์ไทยเผยว่าในปี 2556 นี้คนไทยมีโอกาสได้ชมดาวหางที่คาดว่าจะสว่างจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า 2 ดวง ได้แก่ ดาวหางแพนสตารร์ส (Panstarrs) หรือ C/2011 ซึ่งค้นพบเมื่อ มิ.ย.54 และขณะนี้กำลังเข้าใกล้ดวงอาทิตย์และเริ่มปรากฏหางจากความร้อนของดวงอาทิตย์แล้ว ดาวหางไอซอน (Ison) หรือ C/2012 S1 ซึ่งเพิ่งค้นพบเมื่อเดือน ก.ย.55
ทั้งนี้ นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวหางแพนสตารร์สจากภาพถ่ายเมื่อเดือน มิ.ย.54 ขณะที่ดาวหางอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 7.9 หน่วยดาราศาสตร์ (ระยะทางจากโลกถึงดวงอาทิตย์ เรียกว่า 1 หน่วยดาราศาสตร์) จะเข้าใกล้โลกที่สุดในวันที่ 5 มี.ค.56 ซึ่งระนาบโคจรของดาวห่าง 84 องศา หรือเกือบตั้งฉากกับระนนาบวงโคจรของโลก และจะผ่านจุดที่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดในวันที่ 10 มี.ค.56
คาดว่าจะเริ่มสังเกตดาวหางแพนสตารร์ส ด้วยตาเปล่าได้ในช่วงปลาย ม.ค.56 หรือต้น ก.พ.56 แต่สังเกตได้ดีในซีกโลกใต้ ส่วนในประเทศไทยยังไม่สามารถเห็นได้เพราะดาวหางขึ้นและตกเกือบพร้อมดวงอาทิตย์ ข้อมูลจากสมาคมดาราศาสตร์ฯ ระบุว่า ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับประเทศน่าจะเป็นช่วง 9-17 มี.ค.56 เนื่องจากเป็นช่วงที่ดาวหางสว่างที่สุด และตกลับขอบฟ้าช้าที่สุด
“อย่างไรก็ดี ดาวหางจะปรากฏเฉพาะช่วงเวลาที่ยังมีแสงยามเย็น ท้องฟ้าไม่มืดสนิท และปรากฏอยู่ในกลุ่มดาวปลา ซึ่งเราอาจสังเกตเห็นหางที่ทอดยาวขึ้นเหนือขอบฟ้า จากแนวโน้มคาดว่าวันที่ 8-12 มี.ค.56 ความสว่างหรือโชติมาตรของดาวหางจะอยู่ในช่วง +1 ถึง -1 ซึ่งนับว่าสว่างมาก แต่การสังเกตจะทำได้หลังดวงอาทิตย์ตกไปแล้ว 30 นาที โดยหันหน้าไปทางทิศตะวันตก” ข้อมูลจากสมาคมดาราศาสตร์ระบุ
ส่วนดาวหางไอซอนนั้นเพิ่งถูกค้นพบเมื่อเดือน ก.ย.55 ที่ผ่านมา ขณะดาวหางอยู่ห่าวจากดวงอาทิตย์ 6.3 หน่วยดาราศาสตร์ และจะเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดราว 28-29 พ.ย.56 ที่ระยะห่าง 0.012 หน่วยดาราศาสตร์ หรือ 1.9 ล้านกิโลเมตรและห่างจากผิวดวงอาทิตย์เพียง 1.2 ล้านกิโลเมตร โดยคาดว่าความสว่างของดาวหางจะอยู่ในช่วงโชติมาตร -10 ถึง -16 หรือสว่างใกล้เคียงและมากกว่าดวงจันทร์ (ค่าโชติมาตรยิ่งติดลบยิ่งสว่าง)
หากความสว่างเป็นไปตามคาดหมาย ทางสมาคมดาราศาสตร์ฯ ระบุว่าผู้สังเกตในประเทศไทยจะได้เห็นดาวหางไอซอนด้วยตาเปล่าบนท้องฟ้ากลางคืนช่วงต้นเดือน พ.ย.56 - เดือน ม.ค.57 แต่ยกเว้นช่วงปลาย พ.ย.-ต้น ธ.ค.55 เพราะดาวหางจะขึ้นและตกไปพร้อมดวงอาทิตย์ โดยดาวหางไอซอนจะเข้าใกล้โลกที่สุดราว 26-27 ธ.ค.56 ที่ระยะ 0.4 หน่วยดาราศาสตร์ หรือ 64 ล้านกิโลเมตร
นายปณัฐพงศ์ จันทรวัฒนาวณิช เจ้าหน้าที่สมาคมดาราศาสตร์ไทย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ว่า ตำแหน่งของดาวหางไอซอนบนฟ้านั้นอยู่ในตำแหน่งที่เห็นง่ายกว่าดาวหางแพนสตารร์ส เพราะอยู่กลางฟ้า และยังมีความสว่างกว่ามาก แต่ความสว่างก็อาจคลาดเคลื่อนได้ โดยเมื่อดาวหางเฉียดใกล้ดวงอาทิตย์อาจสลายไปจนไม่อาจเห็นได้
“สำหรับดาวหางแพนสตารร์สอยู่ในตำแหน่งที่ดูได้ทั้งโลก ซึ่งตอนนี้เริ่มเข้ามาใกล้และเริ่มปรากฏหางแล้ว นักดาราศาสตร์มีข้อมูลเกี่ยวกับดาวหางดวงนี้มากกว่า ส่วนดาวหางไอซอนจะเห็นได้ดีในประเทศซีกโลกเหนือ ตอนนี้ยังไม่เข้ามาใกล้ ยังเป็นก้อนน้ำแข็งอยู่ และไม่ปรากฏหางที่เกิดจากความร้อนของดวงอาทิตย์” ปณัฐพงศ์กล่าว
เจ้าหน้าที่สมาคมดาราศาสตร์ฯ ให้ข้อมูลอีกว่า ปกติดาวหางจะเข้ามาในระบบสุริยะปีละหลาย 10 ดวง แต่ในปี 56 นี้พิเศษที่มีดาวหางสว่างถึง 2 ดวงที่จะได้เห็นในเมืองไทย ซึ่งปกติจะใช้เวลา 5-10 ปีจึงจะได้เห็นดาวหางสว่างๆ จึงน่าติดตาม เพราะทั้งสว่างและเห็นได้ในเมืองไทย ซึ่งตอนนี้นักดาราศาสตร์รู้แค่ว่าจะโคจรอย่างไร แต่ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อโดนความร้อนของดวงอาทิตย์แล้วจะปริแตกหรือไม่
ภาพดาวหางแพนสตาร์ส ซึ่งถ่ายจากเปอร์โตริโก เมื่อ 4 ก.ย.55 (Efrain Morales/Jaicoa Observatory)
ภาพดาวไอซอน เมื่อ 22 ก.ย.55 จากหอดูดาว RAS สหรัฐฯ (E. Guido, G. Sostero, N. Howes)
ที่มา
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9550000155247
วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2555
อันตรายของแรงดันน้ำ
ท่องโลกกว้าง (อัศจรรย์ใต้ทะเล - มหันภัยแรงดันน้ำ) 5 ตุลาคม 2555
อัศจรรย์ใต้ทะเล - มหันภัยแรงดันน้ำ 5Oct12 by LadyBimbette
ท่องโลกกว้าง (อัศจรรย์ใต้ทะเล - มหันภัยแรงดันน้ำ) 5 ตุลาคม 2555
อัศจรรย์ใต้ทะเล - มหันภัยแรงดันน้ำ 5Oct12 by LadyBimbette
ท่องโลกกว้าง (อัศจรรย์ใต้ทะเล - มหันภัยแรงดันน้ำ) 5 ตุลาคม 2555
ท่องโลกกว้าง (ยาพิษในชีวิตประจำวัน)
ท่องโลกกว้าง (ยาพิษในชีวิตประจำวัน) 18 ตุลาคม 2555
ยาพิษในชีวิตประจำวัน (1) 18Oct12 by LadyBimbette
ท่องโลกกว้าง (ยาพิษในชีวิตประจำวัน (2) 19 ตุลาคม 2555
ยาพิษในชีวิตประจำวัน (2) 19Oct12 by LadyBimbette
ยาพิษในชีวิตประจำวัน (1) 18Oct12 by LadyBimbette
ท่องโลกกว้าง (ยาพิษในชีวิตประจำวัน (2) 19 ตุลาคม 2555
ยาพิษในชีวิตประจำวัน (2) 19Oct12 by LadyBimbette
ท่องโลกกว้าง (ท่องจักรวาล - หลักฐานใหม่บนดาวอังคาร) 29 ตุลาคม 2555
ท่องโลกกว้าง (ท่องจักรวาล - หลักฐานใหม่บนดาวอังคาร) 29 ตุลาคม 2555
ท่องจักรวาล - หลักฐานใหม่บนดาวอังคาร 29Oct12 by LadyBimbette
ท่องโลกกว้าง (ท่องจักรวาล - หลักฐานใหม่บนดาวอังคาร) 29 ตุลาคม 2555
ท่องจักรวาล - หลักฐานใหม่บนดาวอังคาร 29Oct12 by LadyBimbette
ท่องโลกกว้าง (ท่องจักรวาล - หลักฐานใหม่บนดาวอังคาร) 29 ตุลาคม 2555
ท่องโลกกว้าง (นครแห่งมด) 12 พฤศจิกายน 2555
ท่องโลกกว้าง (นครแห่งมด) 12 พฤศจิกายน 2555
นครแห่งมด 12Nov12 by LadyBimbette
ท่องโลกกว้าง (นครแห่งมด) 12 พฤศจิกายน 2555
นครแห่งมด 12Nov12 by LadyBimbette
ท่องโลกกว้าง (นครแห่งมด) 12 พฤศจิกายน 2555
ท่องโลกกว้าง (วิถีชีวิตในโลกกัมมันตรังสี) 20 พฤศจิกายน 2555
ท่องโลกกว้าง (วิถีชีวิตในโลกกัมมันตรังสี) 20 พฤศจิกายน 2555
วิถีชีวิตในโลกกัมมันตรังสี 20Nov12 by LadyBimbette
ท่องโลกกว้าง (วิถีชีวิตในโลกกัมมันตรังสี) 20 พฤศจิกายน 2555
วิถีชีวิตในโลกกัมมันตรังสี 20Nov12 by LadyBimbette
ท่องโลกกว้าง (วิถีชีวิตในโลกกัมมันตรังสี) 20 พฤศจิกายน 2555
ท่องโลกกว้าง (แมลงปอ นักล่ากลางเวหา) 19 พฤศจิกายน 2555
ท่องโลกกว้าง (แมลงปอ นักล่ากลางเวหา) 19 พฤศจิกายน 2555
แมลงปอ นักล่ากลางเวหา 19Nov12 by LadyBimbette
ท่องโลกกว้าง (แมลงปอ นักล่ากลางเวหา) 19 พฤศจิกายน 2555
แมลงปอ นักล่ากลางเวหา 19Nov12 by LadyBimbette
ท่องโลกกว้าง (แมลงปอ นักล่ากลางเวหา) 19 พฤศจิกายน 2555
วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
ตุ่มจิ๋วที่ “ขากรรไกร” จระเข้ไวต่อสัมผัสยิ่งกว่าปลายนิ้วคน
จุดสีดำตามแนวขากรรไกรจระเข้สามารถรับความรู้สึกได้เร็วกว่าปลายนิ้วมนุษย์ (BBC Nature)
ตุ่มจิ๋วที่ “ขากรรไกร” จระเข้ไวต่อสัมผัสยิ่งกว่าปลายนิ้วคน
งานวิจัยใหม่เผยตุ่มจิ๋วตามแนวขากรรไกรของจระเข้นั้นไวต่อสัมผัสยิ่งกว่าปลายนิ้วของมนุษย์เสียอีก ซึ่งการไวต่อสัมผัสนี้ทำให้จระเข้สามารถคาบไข่ของตัวเองได้อย่างละมุน และตะครุบเหยื่อได้ในเวลาไม่ถึงวินาที
“ทันทีที่พวกมันรู้สึกถึงสัมผัสบางอย่าง พวกมันก็ตะครุบทันที” เคน คาทาเนีย (Ken Catania) นักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลท์ (Vanderbilt University) ในเทนเนสซี สหรัฐฯ ผู้วิจัยเรื่องนี้กล่าว
ไลฟ์ไซน์ระบุว่า คาทาเนียสงสัยว่าทำไมสัตว์จำพวกจระเข้จึงมีตุ่มจิ๋วๆ อยู่บนใบหน้า ซึ่งโครงสร้างเล็กๆ เหล่านี้ช่วยให้นักอนุรักษ์แยกหนังจระเข้ที่ใช้ผลิตกระเป๋าสตังค์ รองเท้าและเข็มขัดว่ามาจากฟาร์มหรือลักลอบล่าได้ แต่ก็ไม่มีใครรู้จริงๆ ว่าตุ่มเหล่านั้นมีหน้าที่อะไร
คาทาเนีย และ ดันแคน ไลท์ช (Duncan Leitch) นักศึกษาปริญญาตรีของเขาจึงใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด เพื่อส่องเข้าไปใกล้ๆ โครงสร้างตุ่มนั้นของจระเข้อเมริกันอัลลิเกเตอร์และจระเข้จากแม่น้ำไนล์ ซึ่งเผยให้เห็นปลายเส้นประสาทที่สามารถตรวจวัดการสั่นไหวและแรงดันได้
จากนั้นพวกเขาก็ตามรอยหาแหล่งของปลายประสาทเหล่านั้น ซึ่งพบว่าปลายประสาทเหล่านั้นขึ้นมาจากเส้นประสาทไตรเจมินัล (trigeminal nerve) ซึ่งโผล่ขึ้นมาตรงๆ จากกะโหลก โดยคนเราเองก็มีเส้นประสาทประเภทดังกล่าว ซึ่งช่วยให้รับความรู้สึกทางใบหน้าและรับสัญญาณสั่งการที่จำเป็นต่อการกัด เคี้ยวและกลืน
หลังจากนั้นทีมวิจัยได้เปิดการทำงานของเครือข่ายเส้นประสาทนี้ โดยทีมวิจัยก่อนหน้านี้ได้ชี้ว่าตุ่มที่ใบหน้าอาจจะตรวจวัดระดับเกลือในน้ำได้ ดังนั้น พวกเขาจึงพยายามให้จระเข้แม่น้ำไนล์ได้สัมผัสกับน้ำเค็มขณะวัดสัญญาณไฟฟ้าที่เส้นประสาทดังกล่าว พวกเขาไม่พบอะไรเลย แต่เมื่อทดสอบความไวในการสัมผัส ซึ่งทำโดยการใช้ขนเส้นเล็กๆ สัมผัสที่ตุ่มดังกล่าว ผลปรากฏว่าตุ่มดังกล่าวมีความไวต่อสัมผัสมากกว่าปลายนิ้วของมนุษย์
นักวิจัยพบว่าทั้งจระเข้ครอคส์และเกเตอร์สนั้นใช้ขากรรไกรตะครุบเหยื่อในเวลาเพียง 0.05 วินาที ซึ่งเป็นเวลาในการตอบสนองที่น่าจะถูกกระตุ้นด้วยผิวหนังที่มีความไวสูง แต่สัตว์เลื้อยคลานตัวยักษ์เหล่านี้ก็สามารถประคองไข่ไว้ในปากได้อย่างนุ่มนวล เพื่อย้ายจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง
ตอนนี้นักวิจัยกำลังสนใจว่าสมองส่วนไหนที่ประมวลผลการรับรู้จากเส้นประสาทเหล่านี้ และคาทาเนียยังกล่าวอีกว่าแม้จระเข้ไม่ใช้สิ่งมีชีวิตที่เป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ แต่ก็มีความสำคัญที่ช่วยเติมเต็มปริศนาวิวัฒนาการว่า การรับความรู้ในสมองส่วนหน้านั้นมีวิวัฒนาการมาอย่างไร
ที่มา
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9550000137297
วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
สงสารแพนด้า...อนาคตจะไม่มีไผ่กินเพราะโลกร้อน
สงสารแพนด้า...อนาคตจะไม่มีไผ่กินเพราะโลกร้อน
แบบจำลองภูมิอากาศชี้โลกร้อนจะส่งผลกระทบต่อการเจิรญเติบโตของไผ่ซึ่งเป็นอาหารอย่างเดียวของแพนด้า (ไลฟ์ไซน์/Jessie Cohen/Smithsonian's National Zoo)
แม้ว่าจะเป็นสัตว์ที่คนหลงมากที่สุดด้วยหน้าตาน่าเอ้นดู แต่ “แพนด้า” ก็ไม่รอดพ้นจากการถูกภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศคุกคาม เมื่อนักวิจัยศึกษาว่าอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นไปจนถึงศตวรรษหน้านั้น จะเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของไผ่ซึ่งเป็นอาหารอย่างเดียวของหมีตาขอบดำ เว้นแต่พืชชนิดนี้จะย้ายถิ่นเจริญเติบโตไปยังบริเวณที่สูงขึ้นก็ยังจะพอมีหวังได้บ้าง
อย่างไรก็ดี ทีมวิจัยระบุว่าความหวังที่พอมีในการกอบกู้พื้นที่เจริญเติบโตของไผ่ซึ่งเป็นอาหารแพนด้านั้นอาจถูกมนุษย์แย่งชิงไปเป็นถิ่นอาหารและใช้สร้างกิจกรรมต่างๆ หากว่าเราเริ่มโครงการอนุรักษ์ช้าเกินไป โดย หลิว เจี้ยนกั๋ว (Jianguo Liu) สมาชิกทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย (Michigan State University) สหรัฐฯ บอกทางไลฟ์ไซน์ว่า หากเราเริ่มปฏิบัติการตั้งแต่ตอนนี้เลยก็ยังคงพอมีหวัง แต่หากมัวก็จะช้าเกินไป
ทั้งนี้ ทีมวิจัยได้ใช้แบบจำลองการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) เพื่อคาดคะเนอนาคตของไผ่ 3 สปีชีส์ ที่จำเป็นต่อแพนด้าในภูเขาฉินหลิ่ง (Qinling Mountain) ของจีน ซึ่งเป็นพื้นที่ 1 ใน 4 ของที่อยู่อาศัยของแพนด้า แต่ละแบบจำลองนั้นแตกต่างกันไปตามคาดการณ์ที่จำเพาะ แต่ทุกแบบจำลองพยากรณ์ถึงระดับอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นภายในศตวรรษที่จะมาถึง
ผลการพยากรณ์ชี้ว่า หากไผ่เหล่านั้นยังถูกกำจัดการกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ปัจจุบัน ไผ่จำนวน 80-100% ของปัจจุบันจะหายไปภายในปลายศตวรรษที่ 21 เพราะไม่สามารถเจิรญเติบโตได้ในอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น ซึง่ทีมวิจัยได้ตีพิมพ์ผลวิจัยลงวารสาร เนเจอร์ไคลเมทแชงจ์ (Nature Climate Change)
อย่างไรก็ดี ในอนาคตหากไผ่สามารถย้ายไปเติบโตในพื้นที่ใหม่ซึ่งหนาวเย็นกว่า และเป็นบริเวณที่มีอุณหภูมิเท่าถิ่นที่อยู่เดิมในปัจจุบัน (เนื่องจากคาดการณ์ว่าอนาคตจะร้อนขึ้น) ก็ยังพอมีหวังแก่การอยู่รอดของไผ่เหล่านั้นต่อไปได้ แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่ามนุษย์เราจะสามารถจำกัดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศได้ด้วยการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคตได้หรือไม่
“แบบจำลองทั้งหมดค่อนข้างสอดคล้องกัน แนวโน้มทั่วไปนั้นเหมือนกัน สิ่งที่แตกต่างกันคืออุณหภูมิของการเปลี่ยนแปลง แม้จะมีภาพความหวังอยู่บ้างเมื่อเรายอมให้ให้ไผ่กระจายพันธุ์ไปได้ทุกที่ แต่ก็ยังคงมีผลตามมาที่น่ากลัว และชัดเจนว่าหากไผ่ไม่มีที่ไปจริง ถิ่นอาศัยของแพนด้าก็จะลดลงอย่างรดเร็วด้วย” หลิวอธิบายผลคาดการณ์จากแบบจำลองสภาพอากาศแก่ไลฟ์ไซน์
ตอนนี้แพนด้าจำนวนมากอาศัยอยู่ในป่าอาศัยอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งกันไม่ให้มนุษย์บุกรุกเข้าไป ถึงอย่างนั้น พื้นที่เกือบทั้งหมดที่แพนด้าอาศัยอยู่ก็จะไม่ใช่ถิ่นเจริญเติบโตที่ยั่งยืนสำหรับไผ่ในอนาคต หากอุณหภูมิยังคงพุ่งสูงขึ้นไปตามที่พยากรณ์ไว้ แต่หากนักอนุรักษ์เดินหน้าตั้งแต่ตอนนี้เพื่อย้ายพื้นที่อนุรักษ์แพนด้าไปตามขอบเขตถิ่นที่อยู่ของไผ่ ก็มีความเป็นไปได้ในการอนุรักษ์พื้นที่ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตของแพนด้าได้
อย่างไรก็ดี นักวิจัยระบุว่าไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่กำลังคุกคามแพนด้ายักษ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่ใกล้สูญพันธุ์มากที่สุดในโลก แต่กิจกรรมของมนุษย์ก็ได้จำกัดถิ่นที่อยู่ของสัตว์ ซึ่งอาศัยแหล่งอาหารเพียงอย่างเดียว ที่อาหารอื่นซึ่งให้สารอาหารและอุดมพลังงานไม่อาจทดแทน
นอกจากแพนด้าในถิ่นอาศัยตามธรรมชาติในจีนแล้ว ยังมีแพนด้าที่กระจายตัวไปตามสวนสัตว์ต่างๆ และศูนย์ขยายพันธุ์ทั่วโลก แต่หลิวก็ไม่อาจคาดเดาอนาคตของแพนด้าหากพวกมันสูญเสียแหล่งอาศัยตามธรรมชาติไปหมด และการอนุรักษ์ไม่ใช่เพียงการขยายพันธุ์ในศูนย์หรือสวนสัตว์ ซึ่งจะเป็นการทำลายความหลากหลายทางพันธุกรรมของสัตว์ และไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถาวร
ที่มา
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9550000138345
แบบจำลองภูมิอากาศชี้โลกร้อนจะส่งผลกระทบต่อการเจิรญเติบโตของไผ่ซึ่งเป็นอาหารอย่างเดียวของแพนด้า (ไลฟ์ไซน์/Jessie Cohen/Smithsonian's National Zoo)
แม้ว่าจะเป็นสัตว์ที่คนหลงมากที่สุดด้วยหน้าตาน่าเอ้นดู แต่ “แพนด้า” ก็ไม่รอดพ้นจากการถูกภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศคุกคาม เมื่อนักวิจัยศึกษาว่าอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นไปจนถึงศตวรรษหน้านั้น จะเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของไผ่ซึ่งเป็นอาหารอย่างเดียวของหมีตาขอบดำ เว้นแต่พืชชนิดนี้จะย้ายถิ่นเจริญเติบโตไปยังบริเวณที่สูงขึ้นก็ยังจะพอมีหวังได้บ้าง
อย่างไรก็ดี ทีมวิจัยระบุว่าความหวังที่พอมีในการกอบกู้พื้นที่เจริญเติบโตของไผ่ซึ่งเป็นอาหารแพนด้านั้นอาจถูกมนุษย์แย่งชิงไปเป็นถิ่นอาหารและใช้สร้างกิจกรรมต่างๆ หากว่าเราเริ่มโครงการอนุรักษ์ช้าเกินไป โดย หลิว เจี้ยนกั๋ว (Jianguo Liu) สมาชิกทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย (Michigan State University) สหรัฐฯ บอกทางไลฟ์ไซน์ว่า หากเราเริ่มปฏิบัติการตั้งแต่ตอนนี้เลยก็ยังคงพอมีหวัง แต่หากมัวก็จะช้าเกินไป
ทั้งนี้ ทีมวิจัยได้ใช้แบบจำลองการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) เพื่อคาดคะเนอนาคตของไผ่ 3 สปีชีส์ ที่จำเป็นต่อแพนด้าในภูเขาฉินหลิ่ง (Qinling Mountain) ของจีน ซึ่งเป็นพื้นที่ 1 ใน 4 ของที่อยู่อาศัยของแพนด้า แต่ละแบบจำลองนั้นแตกต่างกันไปตามคาดการณ์ที่จำเพาะ แต่ทุกแบบจำลองพยากรณ์ถึงระดับอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นภายในศตวรรษที่จะมาถึง
ผลการพยากรณ์ชี้ว่า หากไผ่เหล่านั้นยังถูกกำจัดการกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ปัจจุบัน ไผ่จำนวน 80-100% ของปัจจุบันจะหายไปภายในปลายศตวรรษที่ 21 เพราะไม่สามารถเจิรญเติบโตได้ในอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น ซึง่ทีมวิจัยได้ตีพิมพ์ผลวิจัยลงวารสาร เนเจอร์ไคลเมทแชงจ์ (Nature Climate Change)
อย่างไรก็ดี ในอนาคตหากไผ่สามารถย้ายไปเติบโตในพื้นที่ใหม่ซึ่งหนาวเย็นกว่า และเป็นบริเวณที่มีอุณหภูมิเท่าถิ่นที่อยู่เดิมในปัจจุบัน (เนื่องจากคาดการณ์ว่าอนาคตจะร้อนขึ้น) ก็ยังพอมีหวังแก่การอยู่รอดของไผ่เหล่านั้นต่อไปได้ แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่ามนุษย์เราจะสามารถจำกัดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศได้ด้วยการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคตได้หรือไม่
“แบบจำลองทั้งหมดค่อนข้างสอดคล้องกัน แนวโน้มทั่วไปนั้นเหมือนกัน สิ่งที่แตกต่างกันคืออุณหภูมิของการเปลี่ยนแปลง แม้จะมีภาพความหวังอยู่บ้างเมื่อเรายอมให้ให้ไผ่กระจายพันธุ์ไปได้ทุกที่ แต่ก็ยังคงมีผลตามมาที่น่ากลัว และชัดเจนว่าหากไผ่ไม่มีที่ไปจริง ถิ่นอาศัยของแพนด้าก็จะลดลงอย่างรดเร็วด้วย” หลิวอธิบายผลคาดการณ์จากแบบจำลองสภาพอากาศแก่ไลฟ์ไซน์
ตอนนี้แพนด้าจำนวนมากอาศัยอยู่ในป่าอาศัยอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งกันไม่ให้มนุษย์บุกรุกเข้าไป ถึงอย่างนั้น พื้นที่เกือบทั้งหมดที่แพนด้าอาศัยอยู่ก็จะไม่ใช่ถิ่นเจริญเติบโตที่ยั่งยืนสำหรับไผ่ในอนาคต หากอุณหภูมิยังคงพุ่งสูงขึ้นไปตามที่พยากรณ์ไว้ แต่หากนักอนุรักษ์เดินหน้าตั้งแต่ตอนนี้เพื่อย้ายพื้นที่อนุรักษ์แพนด้าไปตามขอบเขตถิ่นที่อยู่ของไผ่ ก็มีความเป็นไปได้ในการอนุรักษ์พื้นที่ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตของแพนด้าได้
อย่างไรก็ดี นักวิจัยระบุว่าไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่กำลังคุกคามแพนด้ายักษ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่ใกล้สูญพันธุ์มากที่สุดในโลก แต่กิจกรรมของมนุษย์ก็ได้จำกัดถิ่นที่อยู่ของสัตว์ ซึ่งอาศัยแหล่งอาหารเพียงอย่างเดียว ที่อาหารอื่นซึ่งให้สารอาหารและอุดมพลังงานไม่อาจทดแทน
นอกจากแพนด้าในถิ่นอาศัยตามธรรมชาติในจีนแล้ว ยังมีแพนด้าที่กระจายตัวไปตามสวนสัตว์ต่างๆ และศูนย์ขยายพันธุ์ทั่วโลก แต่หลิวก็ไม่อาจคาดเดาอนาคตของแพนด้าหากพวกมันสูญเสียแหล่งอาศัยตามธรรมชาติไปหมด และการอนุรักษ์ไม่ใช่เพียงการขยายพันธุ์ในศูนย์หรือสวนสัตว์ ซึ่งจะเป็นการทำลายความหลากหลายทางพันธุกรรมของสัตว์ และไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถาวร
ที่มา
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9550000138345
คอกาแฟเครียด! อาราบิกา (อาจ) จะสูญพันธุ์เพราะโลกร้อน
ทีมวิจัยอังกฤษ-เอธิโอเปียศึกษาพบการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ อาจส่งผลให้พื้นที่เหมาะสมสำหรับการเติบโตของกาแฟอาราบิกาป่าลดลงอย่างรุนแรงเมื่อสิ้นศตวรรษนี้ ซึ่งสอดคล้องการพยากรณ์ที่ว่าการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอาจทำลายการผลิตกาแฟของโลก
กาแฟอาราบิกาและกาแฟโรบัสตาเป็นกาแฟ 2 สปีชีส์สำคัญสำหรับทางการค้า แต่บีบีซีนิวส์ระบุว่าความหลากหลายทางพันธุกรรมของกาแฟอาราบิกาป่านั้นมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมกาแฟอย่างยิ่ง โดยอาราบิกาที่มีการเพาะปลูกในพื้นที่ปลูกกาแฟของโลกนั้นมีความจำกัดทางพันธุกรรม และเชื่อว่าขาดความยืดหยุ่นต่อการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ รวมถึงการคุกคามอื่นๆ อย่างแมลงศัตรูพืชและโรคพืชต่างๆ
ทั้งนี้ ทีมวิจัยจากสวนพฤกษศาสตร์หลวง (Royal Botanic Gardens) ในเมืองคิว สหราชอาณาจักร และคณะทำงานสิ่งแวดล้อมและป่ากาแฟ (Environment and Coffee Forest Forum : ECFF) ในเมืองแอดดิสอบาบา (Addis Ababa) เอธิโอเปีย ได้ศึกษาการกระจายตัวในอนาคตของอาราบิกาป่าโดยใช้แบบจำลองภูมิอากาศ และได้สรุปผลงานดังกล่าวในวารสารพลอสวัน (Plos One)
พวกเขาพิจารณาว่าอาราบิกาป่าจะได้รับผลกระทบจากการปลดปล่อยคาร์บอนที่แตกต่างกัน 3 รูปแบบและ 3 ช่วงเวลา คือปี 2020, 2050 และ 2080 และเมื่อทีมวิจัยได้พิจารณาต่อว่าจะเกิดอะไรขึ้นในตำแหน่งที่ปัจจุบันอาราบิกาเจริญเติบโตอยู่ ซึ่งผลในแง่ดีที่สุดคือ ในพื้นที่เหมาะสมต่อการเติบโตกาแฟอาราบิกาจะลดลงถึง 65% ภายในปี 2080 แต่ผลลัพธ์แย่ที่สุดอาราบิกาจะลดลงถึง 99.7% ภายในปี 2080 เช่นเดียวกัน ส่วนวิธีการวิเคราะห์ที่ต่างออกไปนั้นพบว่าผลลัพธ์ดีที่สุดนั้นกาแฟอาราบิกาจะให้ผลผลิตลดลง 38% แต่กรณีแย่ที่สุดผลผลิตอาราบิกาจะลดลงถึง 90%
อารอน เดวิส (Aaron Davis) หัวหน้าทีมวิจัยกาแฟที่สวนพฤกษศาสตร์หลวงกล่าวว่า การสูญพันธุ์ของกาแฟอาราบิกานั้นเป็นการคาดการณ์ที่น่าใจหายและน่าวิตก ถึงอย่างนั้น เขาระบุว่าเป้าหมายของการศึกษาครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อปล่อยข่าวการพยากรณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกในเรื่องการสูญสิ้นอาราบิกาในป่า แม้ว่าการคาดการณ์นั้นจะทำให้เราต้องกังวล แต่มากกว่านั้นคือการประเมินว่าเราจะลงมือแก้ไขอย่างไร
ทีมวิจัยยังเผยว่า ผลจากการศึกษานั้นควรให้เป็นเรื่องของการป้องกัน เพราะแบบจำลองที่ใช้นั้นไม่ใช่การสูญเสียป่าในภาพใหญ่ ซึ่งเกิดขึ้นในป่าที่ราบสูงของเอธิโอเปียและซูดานใต้ ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ในธรรมชาติของกาแฟอาราบิกา ยิ่งกว่านั้น พวกเขายังขาดข้อมูลที่เหมาะสม โดยแบบจำลองนั้นได้สรุปเอาเองว่า การเติบโตตามธรรมชาตินั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลง แม้ว่าในความเป็นจริงพื้นที่ดังกล่าวจะเสียหายไปมากเนื่องจากการตัดไม้ทำลายป่า
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่กระทบต่อผลผลิตกาแฟอื่นๆ อีกที่ยังไม่ได้ใส่เข้าไปในแบบจำลอง อาทิ แมลงศัตรูพืช โรคพืช การเปลี่ยนแปลงช่วงเวลาผลิดอก และการเปลี่ยนแปลงของจำนวนนก ซึ่งมีผลต่อการกระจายเมล็ดพันธุ์กาแฟ
ที่มา
ผู้จัดการออนไลน์
วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
“น้ำแกว่งสารส้ม” ดื่มมากอะลูมิเนียมยิ่งมาก เสี่ยงอัลไซเมอร์ถามหา
“น้ำแกว่งสารส้ม” ดื่มมากอะลูมิเนียมยิ่งมาก เสี่ยงอัลไซเมอร์ถามหา
ตรวจอะลูมิเนียมในน้ำดื่ม 4 อำเภอน้ำท่วมพิษณุโลก พบเกินมาตรฐาน 0.2 มิลลิกรัมต่อน้ำ 1 ลิตร 5% คาด เติมสารส้มมากเกินไป เตือนดื่มน้ำมีอะลูมิเนียมสูง เสี่ยงเป็นอัลไซเมอร์และไตเสื่อม กรมวิทย์เตรียมศึกษาปริมาณเติมสารส้มที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค
วันนี้ (12 พ.ย.) นพ.นิพนธ์ โพธิ์พัฒนชัย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า อะลูมิเนียมเป็นโลหะที่ถูกนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหลายประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำมาใช้ในครัวเรือนในรูปสารประกอบไฮเดรตเตดโพแทสเซียมอะลูมิเนียมซัลเฟต (สารส้ม) เพื่อกวนน้ำให้ตกตะกอนจนได้น้ำใสมาใช้อุปโภค บริโภค รวมไปถึงใช้ระงับกลิ่นตัวที่รักแร้และเท้า โดยปกติคนทั่วไปมีโอกาสได้รับอะลูมิเนียมเข้าสู่ร่างกายจากการบริโภคอาหารและน้ำที่มีความใสจากการใช้สารส้มแกว่ง
นพ.นิพนธ์ กล่าวอีกว่า หากไม่มีการควบคุมตรวจสอบปริมาณอะลูมิเนียมในน้ำให้มีปริมาณที่ปลอดภัยต่อการบริโภค ซึ่งตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 135 (พ.ศ.2534) เรื่อง น้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท กำหนดให้มีอะลูมิเนียมได้ไม่เกิน 0.2 มิลลิกรัมต่อน้ำบริโภค 1 ลิตร อะลูมิเนียมที่เข้าสู่ร่างกายประมาณร้อยละ 3 ถูกดูดซึมแพร่กระจายผ่านทางระบบเลือดไปยังปอด ตับ กระดูก และสมอง และถูกขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะผ่านไต ซึ่งอาจทำให้ไตเสื่อมได้
“ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตวาย หรือไตบกพร่อง จึงมีความเสี่ยงต่อพิษของอะลูมิเนียมสูงกว่าคนปกติ หากบริโภคน้ำที่มีอะลูมิเนียม หรือสารส้มปนเปื้อนอยู่ในปริมาณที่สูงอาจทำให้เกิดอาการอาเจียน ท้องร่วง เกิดผื่นคันเป็นแผลร้อนในได้ และที่สำคัญที่สุด คือ เกิดภาวะสมองเสื่อม และเป็นโรคอัลไซเมอร์ เนื่องจากอะลูมิเนียมเป็นโลหะที่มีประสิทธิภาพในการทำลายเนื้อเยื่อประสาท” อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าว
นพ.นิพนธ์ กล่าวด้วยว่า กลุ่มงานพิษวิทยา ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 9 พิษณุโลก ได้เฝ้าระวังอะลูมิเนียมในน้ำบริโภคหลังจากเกิดอุทกภัยในเขตจังหวัดพิษณุโลก ได้แก่ อำเภอพรหมพิราม อำเภอบางกระทุ่ม อำเภอบางระกำ และอำเภอเมือง โดยความร่วมมือของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) พิษณุโลก เก็บตัวอย่างน้ำรวมทั้งสิ้น 60 ตัวอย่าง นำมาตรวจวิเคราะห์ปริมาณอะลูมิเนียมด้วยวิธี Graphite Furnace Atomic Absorption Spectrophotometer (GFAAS) ปริมาณอะลูมิเนียมต่ำสุดในน้ำที่สามารถตรวจวิเคราะห์ได้ของวิธีนี้เท่ากับ 0.06 มิลลิกรัมต่อลิตร
นพ.นิพนธ์ กล่าวต่อไปว่า ผลการตรวจวิเคราะห์พบอะลูมิเนียมในน้ำจำนวน 7 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 11.7 ของจำนวนตัวอย่างที่ตรวจ ปริมาณที่พบมีความเข้มข้นอยู่ในช่วง 0.06 ถึง 0.42 มิลลิกรัมต่อลิตร ในจำนวน 7 ตัวอย่างที่พบนั้น มีจำนวน 3 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 5 ของจำนวนตัวอย่างทั้งหมด ที่พบปริมาณอะลูมิเนียมเท่ากับ 0.30, 0.39 และ 0.42 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งเป็นค่าที่สูงเกินกว่าที่กำหนด โดยตัวอย่างที่พบอะลูมิเนียมเกินมาตรฐานนี้เก็บจากประปาหมู่บ้านในอำเภอพรหมพิราม จำนวน 1 ตัวอย่าง และอำเภอเมือง จำนวน 2 ตัวอย่าง โดยสาเหตุสำคัญของการปนเปื้อนอาจมาจากการเติมสารส้ม เพื่อทำให้น้ำใสแต่มิได้มีการควบคุมปริมาณให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย ประชาชนที่บริโภคน้ำดังกล่าวจึงยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคจากพิษของอะลูมิเนียม
“หากบริโภคน้ำที่มีปริมาณอะลูมิเนียมสูงเป็นเวลานานระบบประสาทอาจถูกทำลายและเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ อย่างไรก็ตาม ทางศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 9 พิษณุโลก ได้รายงานผลดังกล่าวให้กับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดแล้ว และจะทำการศึกษาปริมาณการเติมสารส้มที่อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยเพื่อแจ้งให้ประชาชนทราบต่อไป” อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าว
ที่มา
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9550000138174
วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555
เพชร (Diamond)
เพชร (Diamond)
การจำแนก
ประเภท : แร่ธรรมชาติ
สูตรเคมี : C
คุณสมบัติ
มวลโมเลกุล : 12.01
สี : โดยทั่วไปสีเหลือง น้ำตาล หรือ เทา ไปจนถึงไม่มีสี น้อยครั้งที่จะเป็นสีฟ้า เขียว ดำ ขาวขุ่น ชมพู ม่วง ส้ม และแดง
รูปแบบผลึก : ทรงแปดหน้า
โครงสร้างผลึก : สี่เหลี่ยมจัตุรัส-สามมิติ (เหลี่ยมลูกบาศก์)
แนวแตกเรียบ : 111 (สมบรูณ์แบบใน 4 ทิศทาง)
รอยแตก : แตกแบบฝาหอย
ค่าความแข็ง : 10
ความวาว : มีความวาว
ความวาวจากการขัดเงา : มีความวาว
ดรรชนีหักเห : 2.418 (ที่ 500 nm)
คุณสมบัติทางแสง : ไอโซทรอปิก
ค่าแสงหักเหสองแนว : ไม่มี
การกระจายแสง : 0.044
การเปลี่ยนสี : ไม่มี
สีผงละเอียด : ไม่มีสี
ความถ่วงจำเพาะ : 3.52 ± 0.01
ความหนาแน่น : 3.5–3.53
จุดหลอมเหลว : ขึ้นกับความดันบรรยากาศ
ความโปร่ง : โปร่งแสง กึ่งโปร่งแสง ถึง เป็นฝ้าทึบ
เพชร เป็นอัญมณีรูปแบบหนึ่งของคาร์บอน จัดเรียงตัวเป็นทรงแปดหน้า เป็นแร่ที่แข็งที่สุดตามสเกลของโมส์ (Moh's scale) มีค่าความแข็งเท่ากับ 10
เพชรมีหลายสี สีที่นิยมที่สุดคือสีขาวบริสุทธิ์ สีที่หายากคือสีแดง ฟ้า เขียว ส้ม ชมพู เรียก "แฟนซีไดมอนด์" มีราคาสูงมาก การเจียระไนเป็น 52 เหลี่ยมนับว่าสวยที่สุด เพชรเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ ความแข็งแกร่ง แหล่งของเพชรมีอยู่ทั่วโลก ส่วนมากพบที่บราซิลและแอฟริกาใต้
ศัพท์มูลวิทยา
คำว่า เพชร ในภาษาไทย มาจาก वज्र (วชฺร) ในภาษาสันสกฤต หมายถึง สายฟ้า หรืออัญมณีชนิดนี้ก็ได้ ส่วนในภาษาอังกฤษ "diamond" มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกโบราณ αδάμας (adámas) ซึ่งมีความหมายว่า "สมบูรณ์" "เปลี่ยนแปลงไม่ได้" "แข็งแกร่ง" "กล้าหาญ" มาจาก ἀ- (a-) มีความหมายว่า "ไม่-" + δαμάω (damáō), "เอาชนะ" "ขี้ขลาด" ภายหลังได้แผลงเป็น adamant, diamaunt, diamant และ diamond ในที่สุด
ประวัติ
เพชรมีการกล่าวถึงและทำเหมืองเพชรครั้งแรกในประเทศอินเดีย โดยเฉพาะชั้นหินที่เกิดจากการทับถมของตะกอนน้ำพาเป็นเวลาหลายศตวรรษตามแม่น้ำเพนเนอร์ กฤษณะ และ โคธาวารี เพชรเป็นที่รู้จักในประเทศอินเดียมาไม่น้อยกว่า 3,000 ปีแต่ไม่เกิน 6,000 ปี
อัญมณีเพชรกลายเป็นสิ่งมีค่าเมื่อมีการนำไปใช้เป็นรูปเคารพทางศาสนาในอาณาจักรอินเดียโบราณ นอกจากนี้ ยังมีการใช้งานเพชรเป็นเครื่องมือแกะสลักตั้งแต่สมัยต้นประวัติศาสตร์ของมนุษย์อีกด้วยความนิยมของเพชรได้เพิ่มขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 เนื่องจากอุปทานที่เพิ่มขึ้น เทคนิคการตัดและขัดเกลาที่ดีขึ้น การเติบโตของเศรษฐกิจโลก และการปฏิรูปและความสำเร็จของการโฆษณาเผยแพร่
ในปี ค.ศ. 1772 อ็องตวน ลาวัวซีเยได้ใช้แว่นขยายรวมรังสีดวงอาทิตย์ไปบนเพชรในบรรยากาศที่มีแต่ออกซิเจน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์จากการเผาไหม้มีเพียงแต่คาร์บอนไดออกไซด์ เป็นการพิสูจน์ว่าเพชรเป็นองค์ประกอบของคาร์บอน ต่อมาในปี ค.ศ. 1797 สมิทสัน เท็นแนนต์ (Smithson Tennant) ได้ทำซ้ำและเพิ่มเติมการทดลองนี้ โดยแสดงให้เห็นว่าการเผาไหม้เพชรและกราไฟท์จะปลดปล่อยก๊าซที่มีองค์ประกอบเดียวกัน สมิทสันได้สร้างสมดุลสมการเคมีของสารเหล่านี้ขึ้นมา
การใช้งานเพชรส่วนมากในปัจจุบันเป็นการใช้ในเชิงอัญมณีซึ่งใช้ทำเครื่องประดับ การใช้งานในลักษณะนี้สามารถนับย้อนไปได้ถึงในสมัยโบราณ การกระจายของแสงขาวในสเปกตรัมสีเป็นลักษณะพื้นฐานทางด้านอัญมณีวิทยาของอัญมณีเพชร ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ผู้เชี่ยวชาญในด้านอัญมณีวิทยาได้พัฒนาวิธีแบ่งระดับของเพชรและอัญมณีชนิดอื่นบนพื้นฐานของลักษณะที่สำคัญในเชิงมูลค่าของอัญมณี 4 ลักษณะหรือที่รู้จักกันในชื่อ 4 ซี ถูกใช้เป็นพื้นฐานการบ่งชี้ของเพชร ประกอบด้วย กะรัต (carat) การตัด (cut) สี (color) และ ความสะอาด (clarity) เพชรไม่มีตำหนิที่มีขนาดใหญ่ที่สุดรู้จักกันในชื่อ พารากอน
เพชรเป็นผลึกโปร่งใสของอะตอมคาร์บอนที่จับยึดกับแบบรูปพีระมิด (sp3) ตกผลึกกลายเป็นโครงข่ายเพชรที่เป็นการแปรผันของโครงสร้างลูกบาศก์แบบเฟซเซ็นเตอร์ (face centered cubic)
คุณสมบัติทางกายภาพ
หลักสากล 4Cs
การจำแนกระดับต่างๆของเพชรให้ดูถึงความบริสุทธิ์ที่เพชรมี ในหลักสากล สามารถแบ่งออกเป็น 4Cs ใหญ่ๆ ด้วยกันคือ Clarity (ความบริสุทธิ์) , Carat (น้ำหนักเพชรเทียบเป็นกะรัต) , Color (สีของเพชร) และสุดท้าย Cut (รูปแบบและทรงการเจียระไน)
ระดับความบริสุทธิ์ (Clarity)
การจำแนกความบริสุทธิ์ของเพชร สามารถจำแนกได้ตามหลักสากล ดังนี้
1.Flawless (FL) - เป็นเพชรชั้นยอดน้ำงามที่สุด ไม่มีตำหนิหรือมลทินใดๆในทั้งเนื้อเพชรและผิวของเพชร เมื่อมองภายใต้กล้องขยาย 10 เท่า (10X)
2.Internally Flawless (IF) - เป็นเพชรชั้นยอดที่ไม่มีตำหนิภายในเนื้อเพชรเลย เมื่อมองภายใต้กล้องขยาย 10 เท่า (10X)
3.Very Very Slightly Included (VVS1 / VVS2) - เป็นระดับของเพชรที่มีมลทินในเนื้อเพชรให้เห็นได้น้อยมากๆ ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า จะต้องใช้กล้องกำลังขยาย 10 เท่า ส่องจึงเห็น และจะต้องใช้เวลาในการค้นหาค่อนข้างนาน แล้วแต่ความชำนาญของผู้ตรวจสอบ จำแนกออกเป็นระดับ 1 และ 2 ตามลำดับ หากตำหนิน้อยมากจะใช้ VVS1 หากตำหนิที่สามารถเห็นได้ชัดมากขึ้นจะใช้ VVS2
4.Very Slightly Included (VS1 / VS2) - เป็นระดับของเพชรที่มีมลทินในเนื้อเพชรในระดับที่ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า จะต้องใช้กล้องกำลังขยาย 10 เท่า ส่องจึงเห็น และจะต้องใช้เวลาในการค้นหาสักพัก แต่จะใช้เวลาน้อยกว่าเพชรความสะอาดระดับ VVS ตำหนิและมลทินสามารถเห็นได้ชัดเจนมากกว่าระดับ VVS และอาจมีสีต่างๆในเนื้อของมลทินที่สามารถมองเห็นได้
5.Slightly Included (SI1 / SI2) - เป็นระดับของมลทินที่สามารถมองเห็นได้ทันทีภายใต้กล้องกำลังขยาย 10 เท่าและบางกรณีสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่จะมีขนาดที่เล็กอาจจะต้องสังเกต หรือใช้กระดาษขาวทาบและมองกับแสงไฟจึงเห็นชัดขึ้น ในระดับสายตาของผู้ยังไม่ชำนาญการ จะต้องใช้เวลานานในการสังเกต
6.Imperfect (I1 / I2 / I3) - เป็นระดับมลทินที่สามารถสังเกตด้วยตาเปล่าได้อย่างชัดเจน ซึ่งอาจจะมีเยอะมาก จนทำให้สังเกตได้เยอะ
กะรัต (Carat)
น้ำหนักซึ่งเป็นมาตรฐานในการวัดน้ำหนักของอัญมณี ซึ่งเทียบกับมาตราเมตริกได้ 0.2 กรัม ทั้งนี้ มาตรน้ำหนักกะรัตนี้ พ้องเสียงกับคำว่า กะรัต (Karat) ที่ใช้วัดระดับความบริสุทธิ์ของทองคำ ซึ่งทองคำมีค่าความบริสุทธิ์ 99.99% มีค่าเท่ากับ 24 กะรัต (Karat)
ที่มาของคำว่ากะรัต มาจากเมล็ดของผล การัต ซึ่งเมล็ดของผลชนิดนี้จะมีน้ำหนักเท่ากันทุกเมล็ด ซึ่งในสมัยโบราณนิยมใช้กันมาก เพราะไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจนในการวัด จึงนำเอาเมล็ดจากผลการัต มาเป็นหน่วยในการวัดน้ำหนักของอัญมณี
สี (Color)
การจำแนกเฉดสีของเพชร สามารถเรียงจาก D ไปจนถึง Z ซึ่งหากแทนด้วยอักษร D จะหมายถึง มีความขาวใส มากที่สุด ซึ่งบางครั้งคนไทยจะเรียกว่า "น้ำ" เพชรน้ำยิ่งสูงก็จะยิ่งขาวและไม่มีสีเหลืองเจือปน เพชรระดับไร้สี (Colorless) ได้แก่ เพชรน้ำ 100, 99, 98 หรือ เพชรสี D,E,F ส่วนเพชระดับเกือบไร้สี (Near Colorless) ได้แก่เพชรน้ำ 97, 96, 95, 94 หรือ G,H,I,J ดูตัวอย่างการเทียบสีเพชร ส่วนเฉดสีอื่นๆ จะไล่ไปเรื่อยๆเช่น สีนวลอ่อน อาจจะแทนด้วยอักษร G สีเหลืองแชมเปญ จะไล่ลงไปเป็น L เหลืองเข้ม จะใช้แทนด้วย P จนกระทั่งไปถึงตัวอักษร Z ที่จะเป็นสีเหลืองสด และถูกแยกออกเป็นเฉดสีเพชรแฟนซี
การจำแนกสีของเพชร จะแยกเฉพาะโทนสี ขาว และเหลืองเท่านั้น หากแยกออกไปจากนี้จะเป็นรูปแบบเพชรแฟนซี ซึ่งจะมีสีสันสดใสและแปลกตาออกไป
เหตุที่แยกโทนสีเฉพาะสีเหลืองเพราะว่า คาร์บอนในตัวของเพชร เมื่อได้รับความร้อนหรือสารเคมีที่เป็นองค์ประกอบอื่นๆ จะทำให้เพชรมีสีแตกต่างออกไป เช่นเพชรสีเหลืองมีธาตุในโตรเจนเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย สีน้ำเงิน อาจมีไทเทเนียมและเหล็กเจือปน หรือสีแดงอาจจะเป็นโครเมียมเจือปน ส่วนเพชรชมพูนั้นเกิดจากโครงสร้างของตัวเพชรเอง ส่วนสีเขียวนั้นเป็นเพชรที่ได้รับรังสี ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ทำให้เกิดเป็นเพชรแฟนซี ที่มีสีสันแตกต่างออกไป และราคาแพงมากกว่าสีขาว เนื่องจากหายาก แต่อย่างไรก็ตาม เพชรสีขาวใสสะอาด เป็นที่นิยมมากกว่าเพชรแฟนซี แต่ในปัจจุบันได้มีผู้ผลิต หลายราย นำเพชรสีขาวมาปรับปรุงคุณภาพเพื่อให้เกิดเป็นเพชรสีแฟนซี ต่างๆ ขึ้น เช่น ทำการอบ การเผา หรือการฉายรังสี ทำให้เกิดสีต่างๆ เช่น สีเขียว สีเหลือง และสีฟ้า เป็นต้น
ที่มา
วิกีพีเดีย
การจำแนก
ประเภท : แร่ธรรมชาติ
สูตรเคมี : C
คุณสมบัติ
มวลโมเลกุล : 12.01
สี : โดยทั่วไปสีเหลือง น้ำตาล หรือ เทา ไปจนถึงไม่มีสี น้อยครั้งที่จะเป็นสีฟ้า เขียว ดำ ขาวขุ่น ชมพู ม่วง ส้ม และแดง
รูปแบบผลึก : ทรงแปดหน้า
โครงสร้างผลึก : สี่เหลี่ยมจัตุรัส-สามมิติ (เหลี่ยมลูกบาศก์)
แนวแตกเรียบ : 111 (สมบรูณ์แบบใน 4 ทิศทาง)
รอยแตก : แตกแบบฝาหอย
ค่าความแข็ง : 10
ความวาว : มีความวาว
ความวาวจากการขัดเงา : มีความวาว
ดรรชนีหักเห : 2.418 (ที่ 500 nm)
คุณสมบัติทางแสง : ไอโซทรอปิก
ค่าแสงหักเหสองแนว : ไม่มี
การกระจายแสง : 0.044
การเปลี่ยนสี : ไม่มี
สีผงละเอียด : ไม่มีสี
ความถ่วงจำเพาะ : 3.52 ± 0.01
ความหนาแน่น : 3.5–3.53
จุดหลอมเหลว : ขึ้นกับความดันบรรยากาศ
ความโปร่ง : โปร่งแสง กึ่งโปร่งแสง ถึง เป็นฝ้าทึบ
เพชร เป็นอัญมณีรูปแบบหนึ่งของคาร์บอน จัดเรียงตัวเป็นทรงแปดหน้า เป็นแร่ที่แข็งที่สุดตามสเกลของโมส์ (Moh's scale) มีค่าความแข็งเท่ากับ 10
เพชรมีหลายสี สีที่นิยมที่สุดคือสีขาวบริสุทธิ์ สีที่หายากคือสีแดง ฟ้า เขียว ส้ม ชมพู เรียก "แฟนซีไดมอนด์" มีราคาสูงมาก การเจียระไนเป็น 52 เหลี่ยมนับว่าสวยที่สุด เพชรเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ ความแข็งแกร่ง แหล่งของเพชรมีอยู่ทั่วโลก ส่วนมากพบที่บราซิลและแอฟริกาใต้
ศัพท์มูลวิทยา
คำว่า เพชร ในภาษาไทย มาจาก वज्र (วชฺร) ในภาษาสันสกฤต หมายถึง สายฟ้า หรืออัญมณีชนิดนี้ก็ได้ ส่วนในภาษาอังกฤษ "diamond" มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกโบราณ αδάμας (adámas) ซึ่งมีความหมายว่า "สมบูรณ์" "เปลี่ยนแปลงไม่ได้" "แข็งแกร่ง" "กล้าหาญ" มาจาก ἀ- (a-) มีความหมายว่า "ไม่-" + δαμάω (damáō), "เอาชนะ" "ขี้ขลาด" ภายหลังได้แผลงเป็น adamant, diamaunt, diamant และ diamond ในที่สุด
ประวัติ
เพชรมีการกล่าวถึงและทำเหมืองเพชรครั้งแรกในประเทศอินเดีย โดยเฉพาะชั้นหินที่เกิดจากการทับถมของตะกอนน้ำพาเป็นเวลาหลายศตวรรษตามแม่น้ำเพนเนอร์ กฤษณะ และ โคธาวารี เพชรเป็นที่รู้จักในประเทศอินเดียมาไม่น้อยกว่า 3,000 ปีแต่ไม่เกิน 6,000 ปี
อัญมณีเพชรกลายเป็นสิ่งมีค่าเมื่อมีการนำไปใช้เป็นรูปเคารพทางศาสนาในอาณาจักรอินเดียโบราณ นอกจากนี้ ยังมีการใช้งานเพชรเป็นเครื่องมือแกะสลักตั้งแต่สมัยต้นประวัติศาสตร์ของมนุษย์อีกด้วยความนิยมของเพชรได้เพิ่มขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 เนื่องจากอุปทานที่เพิ่มขึ้น เทคนิคการตัดและขัดเกลาที่ดีขึ้น การเติบโตของเศรษฐกิจโลก และการปฏิรูปและความสำเร็จของการโฆษณาเผยแพร่
ในปี ค.ศ. 1772 อ็องตวน ลาวัวซีเยได้ใช้แว่นขยายรวมรังสีดวงอาทิตย์ไปบนเพชรในบรรยากาศที่มีแต่ออกซิเจน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์จากการเผาไหม้มีเพียงแต่คาร์บอนไดออกไซด์ เป็นการพิสูจน์ว่าเพชรเป็นองค์ประกอบของคาร์บอน ต่อมาในปี ค.ศ. 1797 สมิทสัน เท็นแนนต์ (Smithson Tennant) ได้ทำซ้ำและเพิ่มเติมการทดลองนี้ โดยแสดงให้เห็นว่าการเผาไหม้เพชรและกราไฟท์จะปลดปล่อยก๊าซที่มีองค์ประกอบเดียวกัน สมิทสันได้สร้างสมดุลสมการเคมีของสารเหล่านี้ขึ้นมา
การใช้งานเพชรส่วนมากในปัจจุบันเป็นการใช้ในเชิงอัญมณีซึ่งใช้ทำเครื่องประดับ การใช้งานในลักษณะนี้สามารถนับย้อนไปได้ถึงในสมัยโบราณ การกระจายของแสงขาวในสเปกตรัมสีเป็นลักษณะพื้นฐานทางด้านอัญมณีวิทยาของอัญมณีเพชร ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ผู้เชี่ยวชาญในด้านอัญมณีวิทยาได้พัฒนาวิธีแบ่งระดับของเพชรและอัญมณีชนิดอื่นบนพื้นฐานของลักษณะที่สำคัญในเชิงมูลค่าของอัญมณี 4 ลักษณะหรือที่รู้จักกันในชื่อ 4 ซี ถูกใช้เป็นพื้นฐานการบ่งชี้ของเพชร ประกอบด้วย กะรัต (carat) การตัด (cut) สี (color) และ ความสะอาด (clarity) เพชรไม่มีตำหนิที่มีขนาดใหญ่ที่สุดรู้จักกันในชื่อ พารากอน
เพชรเป็นผลึกโปร่งใสของอะตอมคาร์บอนที่จับยึดกับแบบรูปพีระมิด (sp3) ตกผลึกกลายเป็นโครงข่ายเพชรที่เป็นการแปรผันของโครงสร้างลูกบาศก์แบบเฟซเซ็นเตอร์ (face centered cubic)
คุณสมบัติทางกายภาพ
หลักสากล 4Cs
การจำแนกระดับต่างๆของเพชรให้ดูถึงความบริสุทธิ์ที่เพชรมี ในหลักสากล สามารถแบ่งออกเป็น 4Cs ใหญ่ๆ ด้วยกันคือ Clarity (ความบริสุทธิ์) , Carat (น้ำหนักเพชรเทียบเป็นกะรัต) , Color (สีของเพชร) และสุดท้าย Cut (รูปแบบและทรงการเจียระไน)
ระดับความบริสุทธิ์ (Clarity)
การจำแนกความบริสุทธิ์ของเพชร สามารถจำแนกได้ตามหลักสากล ดังนี้
1.Flawless (FL) - เป็นเพชรชั้นยอดน้ำงามที่สุด ไม่มีตำหนิหรือมลทินใดๆในทั้งเนื้อเพชรและผิวของเพชร เมื่อมองภายใต้กล้องขยาย 10 เท่า (10X)
2.Internally Flawless (IF) - เป็นเพชรชั้นยอดที่ไม่มีตำหนิภายในเนื้อเพชรเลย เมื่อมองภายใต้กล้องขยาย 10 เท่า (10X)
3.Very Very Slightly Included (VVS1 / VVS2) - เป็นระดับของเพชรที่มีมลทินในเนื้อเพชรให้เห็นได้น้อยมากๆ ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า จะต้องใช้กล้องกำลังขยาย 10 เท่า ส่องจึงเห็น และจะต้องใช้เวลาในการค้นหาค่อนข้างนาน แล้วแต่ความชำนาญของผู้ตรวจสอบ จำแนกออกเป็นระดับ 1 และ 2 ตามลำดับ หากตำหนิน้อยมากจะใช้ VVS1 หากตำหนิที่สามารถเห็นได้ชัดมากขึ้นจะใช้ VVS2
4.Very Slightly Included (VS1 / VS2) - เป็นระดับของเพชรที่มีมลทินในเนื้อเพชรในระดับที่ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า จะต้องใช้กล้องกำลังขยาย 10 เท่า ส่องจึงเห็น และจะต้องใช้เวลาในการค้นหาสักพัก แต่จะใช้เวลาน้อยกว่าเพชรความสะอาดระดับ VVS ตำหนิและมลทินสามารถเห็นได้ชัดเจนมากกว่าระดับ VVS และอาจมีสีต่างๆในเนื้อของมลทินที่สามารถมองเห็นได้
5.Slightly Included (SI1 / SI2) - เป็นระดับของมลทินที่สามารถมองเห็นได้ทันทีภายใต้กล้องกำลังขยาย 10 เท่าและบางกรณีสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่จะมีขนาดที่เล็กอาจจะต้องสังเกต หรือใช้กระดาษขาวทาบและมองกับแสงไฟจึงเห็นชัดขึ้น ในระดับสายตาของผู้ยังไม่ชำนาญการ จะต้องใช้เวลานานในการสังเกต
6.Imperfect (I1 / I2 / I3) - เป็นระดับมลทินที่สามารถสังเกตด้วยตาเปล่าได้อย่างชัดเจน ซึ่งอาจจะมีเยอะมาก จนทำให้สังเกตได้เยอะ
กะรัต (Carat)
น้ำหนักซึ่งเป็นมาตรฐานในการวัดน้ำหนักของอัญมณี ซึ่งเทียบกับมาตราเมตริกได้ 0.2 กรัม ทั้งนี้ มาตรน้ำหนักกะรัตนี้ พ้องเสียงกับคำว่า กะรัต (Karat) ที่ใช้วัดระดับความบริสุทธิ์ของทองคำ ซึ่งทองคำมีค่าความบริสุทธิ์ 99.99% มีค่าเท่ากับ 24 กะรัต (Karat)
ที่มาของคำว่ากะรัต มาจากเมล็ดของผล การัต ซึ่งเมล็ดของผลชนิดนี้จะมีน้ำหนักเท่ากันทุกเมล็ด ซึ่งในสมัยโบราณนิยมใช้กันมาก เพราะไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจนในการวัด จึงนำเอาเมล็ดจากผลการัต มาเป็นหน่วยในการวัดน้ำหนักของอัญมณี
สี (Color)
การจำแนกเฉดสีของเพชร สามารถเรียงจาก D ไปจนถึง Z ซึ่งหากแทนด้วยอักษร D จะหมายถึง มีความขาวใส มากที่สุด ซึ่งบางครั้งคนไทยจะเรียกว่า "น้ำ" เพชรน้ำยิ่งสูงก็จะยิ่งขาวและไม่มีสีเหลืองเจือปน เพชรระดับไร้สี (Colorless) ได้แก่ เพชรน้ำ 100, 99, 98 หรือ เพชรสี D,E,F ส่วนเพชระดับเกือบไร้สี (Near Colorless) ได้แก่เพชรน้ำ 97, 96, 95, 94 หรือ G,H,I,J ดูตัวอย่างการเทียบสีเพชร ส่วนเฉดสีอื่นๆ จะไล่ไปเรื่อยๆเช่น สีนวลอ่อน อาจจะแทนด้วยอักษร G สีเหลืองแชมเปญ จะไล่ลงไปเป็น L เหลืองเข้ม จะใช้แทนด้วย P จนกระทั่งไปถึงตัวอักษร Z ที่จะเป็นสีเหลืองสด และถูกแยกออกเป็นเฉดสีเพชรแฟนซี
การจำแนกสีของเพชร จะแยกเฉพาะโทนสี ขาว และเหลืองเท่านั้น หากแยกออกไปจากนี้จะเป็นรูปแบบเพชรแฟนซี ซึ่งจะมีสีสันสดใสและแปลกตาออกไป
เหตุที่แยกโทนสีเฉพาะสีเหลืองเพราะว่า คาร์บอนในตัวของเพชร เมื่อได้รับความร้อนหรือสารเคมีที่เป็นองค์ประกอบอื่นๆ จะทำให้เพชรมีสีแตกต่างออกไป เช่นเพชรสีเหลืองมีธาตุในโตรเจนเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย สีน้ำเงิน อาจมีไทเทเนียมและเหล็กเจือปน หรือสีแดงอาจจะเป็นโครเมียมเจือปน ส่วนเพชรชมพูนั้นเกิดจากโครงสร้างของตัวเพชรเอง ส่วนสีเขียวนั้นเป็นเพชรที่ได้รับรังสี ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ทำให้เกิดเป็นเพชรแฟนซี ที่มีสีสันแตกต่างออกไป และราคาแพงมากกว่าสีขาว เนื่องจากหายาก แต่อย่างไรก็ตาม เพชรสีขาวใสสะอาด เป็นที่นิยมมากกว่าเพชรแฟนซี แต่ในปัจจุบันได้มีผู้ผลิต หลายราย นำเพชรสีขาวมาปรับปรุงคุณภาพเพื่อให้เกิดเป็นเพชรสีแฟนซี ต่างๆ ขึ้น เช่น ทำการอบ การเผา หรือการฉายรังสี ทำให้เกิดสีต่างๆ เช่น สีเขียว สีเหลือง และสีฟ้า เป็นต้น
ที่มา
วิกีพีเดีย
คอรันดัม (Corundum)
การจำแนก
ประเภท : สารประกอบอะลูมิเนียมออกไซด์
สูตรเคมี : Al2O3
คุณสมบัติ
สี : ใส ขาว เขียว เหลือง ชมพู แดง ฟ้า สีขาว โปร่งใส ถึง โปร่งแสง วาวแบบแก้ว ถึง วาวแบบเพชร
รูปแบบผลึก : รูปผลึกแบบหกเหลี่ยม
โครงสร้างผลึก : ไตรโกนาล
ค่าความแข็ง : 9
การเปลี่ยนสี : ไม่มี
สีผงละเอียด : ขาว
ความถ่วงจำเพาะ : 3.95-4.1
จุดหลอมเหลว : 2044 °C
สภาพละลายได้ : ไม่สามารถละลายได้
คอรันดัม (อังกฤษ: Corundum) ( Al2O3) เป็นแร่รัตนชาติ ประเภทอะลูมิเนียมออกไซด์ ซึ่งประกอบขึ้นด้วย ธาตุอะลูมิเนียม และออกซิเจน
คุณสมบัติ
- มีค่าความแข็งที่ 9 ตามสเกลของโมส์ (Moh's scale)
- มีค่าความถ่วงจำเพาะที่ 3.95-4.1
- มีลักษณะเป็นระบบเฮกซะโกนอล รูปผลึกหกเหลี่ยม
- สี มีหลายสีเช่น ใส ขาว เขียว เหลือง ชมพู แดง ฟ้า สีขาว โปร่งใส ถึง โปร่งแสง วาวแบบแก้ว ถึง วาวแบบเพชร
- ถ้าเป็นสีฟ้าหรือน้ำเงินเรียกว่าไพลิน
- ถ้าเป็นสีแดงจะเรียกว่าทับทิม
- ถ้าเป็นสีเหลืองเรียกว่าบุษราคัม
- ถ้าเป็นสีเขียวเรียกว่าเขียวส่อง
- ถ้าเป็นสีชมพูอมส้มเรียกว่าพัดพารัดชา
- ถ้าสีไม่สดจะเป็นขี้พลอย หรือเรียกว่ากากกะรุน
ประวัติ
มาจากภาษาสันสกฤต (Kuruvinda) หมายถึง Ruby หรือทับทิม
การกำเนิด
พบในหินหลายชนิด ในประเทศไทยพบในหินภูเขาไฟชนิดหินบะซอลท์ ต่างประเทศพบในหินแปร หินเปกมาไทต์ หินอัคนีชนิดหินไซอีไนต์ และหินเนฟีลีนไซอีไนต์
แหล่งที่พบ
ในประเทศไทย พบได้ทั่วไปในจังหวัด จันทบุรี ตราด แพร่ เพชรบูรณ์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี กาญจนบุรี และลพบุรี
ในต่างประเทศ สามารถพบในประเทศ พม่า กัมพูชา ศรีลังกา ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา
ที่มา
วิกีพีเดีย
การจำแนก
ประเภท : สารประกอบอะลูมิเนียมออกไซด์
สูตรเคมี : Al2O3
คุณสมบัติ
สี : ใส ขาว เขียว เหลือง ชมพู แดง ฟ้า สีขาว โปร่งใส ถึง โปร่งแสง วาวแบบแก้ว ถึง วาวแบบเพชร
รูปแบบผลึก : รูปผลึกแบบหกเหลี่ยม
โครงสร้างผลึก : ไตรโกนาล
ค่าความแข็ง : 9
การเปลี่ยนสี : ไม่มี
สีผงละเอียด : ขาว
ความถ่วงจำเพาะ : 3.95-4.1
จุดหลอมเหลว : 2044 °C
สภาพละลายได้ : ไม่สามารถละลายได้
คอรันดัม (อังกฤษ: Corundum) ( Al2O3) เป็นแร่รัตนชาติ ประเภทอะลูมิเนียมออกไซด์ ซึ่งประกอบขึ้นด้วย ธาตุอะลูมิเนียม และออกซิเจน
คุณสมบัติ
- มีค่าความแข็งที่ 9 ตามสเกลของโมส์ (Moh's scale)
- มีค่าความถ่วงจำเพาะที่ 3.95-4.1
- มีลักษณะเป็นระบบเฮกซะโกนอล รูปผลึกหกเหลี่ยม
- สี มีหลายสีเช่น ใส ขาว เขียว เหลือง ชมพู แดง ฟ้า สีขาว โปร่งใส ถึง โปร่งแสง วาวแบบแก้ว ถึง วาวแบบเพชร
- ถ้าเป็นสีฟ้าหรือน้ำเงินเรียกว่าไพลิน
- ถ้าเป็นสีแดงจะเรียกว่าทับทิม
- ถ้าเป็นสีเหลืองเรียกว่าบุษราคัม
- ถ้าเป็นสีเขียวเรียกว่าเขียวส่อง
- ถ้าเป็นสีชมพูอมส้มเรียกว่าพัดพารัดชา
- ถ้าสีไม่สดจะเป็นขี้พลอย หรือเรียกว่ากากกะรุน
ประวัติ
มาจากภาษาสันสกฤต (Kuruvinda) หมายถึง Ruby หรือทับทิม
การกำเนิด
พบในหินหลายชนิด ในประเทศไทยพบในหินภูเขาไฟชนิดหินบะซอลท์ ต่างประเทศพบในหินแปร หินเปกมาไทต์ หินอัคนีชนิดหินไซอีไนต์ และหินเนฟีลีนไซอีไนต์
แหล่งที่พบ
ในประเทศไทย พบได้ทั่วไปในจังหวัด จันทบุรี ตราด แพร่ เพชรบูรณ์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี กาญจนบุรี และลพบุรี
ในต่างประเทศ สามารถพบในประเทศ พม่า กัมพูชา ศรีลังกา ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา
ที่มา
วิกีพีเดีย
บุษราคัม (Yellow sapphire)
บุษราคัม (Yellow sapphire)
เป็นอัญมณีประเภทคอรันดัมที่มีสีเหลือง พบได้ในธรรมชาติเป็นแร่เดียวกับทับทิม ไพลิน เขียวส่อง พัดพารัดช่า และพวก Fancy sapphire แต่ส่วนใหญ่ที่ขายในท้องตลาดจะได้จากการเผาพลอยคอรันดัมที่มีสีเหลืองจาง มีตำหนิสีอื่นปนบ้าง(เหลือง,เขียว,นำเงินมาปนกัน) และสีเขียว(เขียวส่อง) ทำให้มีสีสวยงาม เข้มขึ้นขายได้ราคาสูง พลอยบุษราคัมสีจะมีตั้งแต่เหลืองอ่อนเรียกบุษย์น้ำเพชร, สีอมเขียวเรียกว่าบุษย์น้ำแตง, สีเหลืองทองเรียกบุษย์น้ำทอง, สีคล้ายเหล้าเรียกบุษย์น้ำแม่โขง, สีเหลืองเข้มมากเรียกบุษย์น้ำขมิ้นเน่า, สีเหลืองออกส้มเรียกว่าบุษย์น้ำจำปา , บุษย์น้ำแม่โขงและน้ำทองเป็นที่นิยมจะมีราคาแพง โดยน้ำโขงจะแพงกว่า ลักษณะที่ดีควรเลือกพลอยที่เจียรไนได้สัดส่วน ก้นไม่บางจนเกินไป ใสไม่มีตำหนิที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า พลอยจึงจะมีประกายงดงาม แหล่งบุษราคัมที่สำคัญคือ จันทบุรี ศรีลังกา ทวีปแอฟริกา ออสเตรเลียและอื่นๆ
บุษราคัม
บุษราคัม Yellow Sapphire เป็นแร่ตระกูลคอรันดัม เช่นเดียวกับทับทิม ไพลิน มีค่าความแข็งเป็นเลิศ คือแข็ง 9 ในโมห์สเกล ธาตุให้สีคือธาตุเหล็กสีเหลืองบุษราคัม เป็นสีของอัญมณีที่เข้ากันได้ดีกับผิวของคนไทย และอีกหลาย ๆ เชื้อชาติในแถบเอเชียและกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางเพราะสีของพลอยจะไม่โดดเด่นจนตัดกับผิวอย่างชัดเจนแต่เป็นความกลมกลืนและทำให้มือ ลำคอ หรือใบหน้าผิวพรรณดูดีสว่างไสวขึ้น
บุษราคัมเป็นหนึ่งในอัญมณีนพเก้าที่มีความเป็นสิริมงคลอย่างยิ่งต่อผู้ได้ครอบครอง เมื่อได้ประดับประดาด้วย “บุษราคัม” อีกทั้งสีเหลืองยังให้ความรู้สึกสงบร่มเย็นแก่อารมณ์และจิตใจ บุษราคัมจึงเป็นพลอยที่นิยมตลอดมาอย่างไม่เสื่อมถอย แม้ว่าพลอยบุษราคัมในปัจจุบันจะหาที่สวยคุณภาพดีได้ยากมานานแล้วก็ตาม
บุษราคัมจากแหล่งต่าง ๆ
*ซีลอนหรือศรีลังกา ถือเป็นแหล่งสำคัญที่ให้พลอยคุณภาพดีเยี่ยม เนื้อผลึกมีความใส ก้อนผลึกมีความลึก เมื่อมาเจียระไนแล้วจะส่องประกายแวววาวคล้ายกับเพชร ส่วนมากจะพบก้อนผลึกที่สีไม่สม่ำเสมอ หากเม็ดใดมีสีเสมอจะมีราคาสูงมาก
*บางกะจะ จันทบุรี ให้พลอยที่มีสีเหลืองแกมเขียว หากเม็ดใดให้สีเหลืองสดใสจะมีราคาสูง หาได้ยากยิ่ง เนื้อพลอยจากแหล่งบางกะจะนี้มีเนื้อแกร่งกว่าจากแหล่งใดๆ ทั้งหมด
*ออสเตรเลีย ให้พลอยที่มีลักษณะคล้ายกับของบางกะจะ มักพบเป็นสีเหลืองแกมเขียว หรือเหลืองแกมน้ำเงิน มีแถบสีชัดเจน
*มาดากัสการ์ ให้พลอยที่มีเนื้อสดใส สะอาด แต่ระยะนี้มักพบพลอยสีเหลืองที่มาจากแหล่งนี้ถูกเผาด้วยกรรมวิธีใหม่ อาจในสารเคมีบางตัวลงไปขณะที่เผา โดยกรรมวิธีการเผานี้ในตลาดต่างประเทศยังไม่สรุปผลยอมรับว่าเป็นการเผาที่ คล้ายคลึงกับธรรมชาติ
ถ้าขณะนี้ท่านกำลังเตรียมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อบุษราคัมสักเม็ด ลองดูหลักเกณฑ์ในการเลือกซื้อบุษราคัมกันก่อนวิธีเลือกบุษราคัมน้ำงาม
1.บุษราคัม มีสีเหลืองอ่อน-เข้มหลายระดับ ตั้งแต่ บุษน้ำแตงคือบุษสีอ่อน บางครั้งแกมเขียวเล็กน้อย บุษน้ำทองคือบุษสีทองสดใสเหมือนดั่งทองคำ บุษแม่โขงคือบุษที่มีสีทองแกมน้ำตาล เมื่ออยู่กลางแดดสีจะเหมือนเหล้าแม่โขงดีกรีแรงของไทย ไปจนถึงบุษสีเหลืองอมแดง จะเลือกสีแบบใดขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว ที่นิยมมากที่สุดเห็นจะเป็นสีเหลืองทองสดใส และบุษแม่โขง
2.บุษราคัมที่ดีต้องไม่มีตำหนิในเนื้อพลอยที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า เพราะโดยธรรมชาติพลอยชนิดนี้มักจะมีความใสสะอาดเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้ว
3.เนื้อพลอยบุษราคัมที่ดีควรสวยใส ไม่ซึมหรือดูเหมือนมีฝ้าละอองเล็กๆ กระจายอยู่ภายใน มองดูมีความมันวาวและแลดูแกร่ง ซึ่งจะสะท้อนกับแสงไฟได้ดีมาก
4.นานๆ ครั้งก็จะมี “บุษราคัมสตาร์” ให้เห็นบ้างเช่นกัน ส่วนใหญ่เนื้อพลอยจะค่อนข้างทึบ มีสีเหลืองอมน้ำตาลหรืออมทอง และมีเส้นสตาร์ 6 ขา อยู่บนหน้าพลอย นับเป็นของหายากและเหมาะที่จะสะสมไว้ทำชุด “นพเก้า” มากที่สุด เพื่อจะได้เข้าชุดกับไพลินสตาร์ ทับทิมสตาร์ ซึ่งต่างก็หาของสวยๆได้ค่อนข้างยากเช่นกัน
5.ขนาดของพลอยและระดับสีเหลืองสวยที่เหมาะกับสีผิว ถ้ามีผิวสีขาวผ่องนวลก็สามารถใส่บุษราคัมได้ทุกเฉดสี ถ้าท่านมีผิวสีเข้มออกทางดำแดง สีเหลืองบุษราคัมที่เหมาะน่าจะมีสีเหลืองเข้ม เช่น สีแม่โขง
ในอดีตที่ผ่านมา บุษราคัมจันทบุรี (เนื้อก้อนพลอยค่อนข้างบาง) มักจะได้รับการเจียระไนให้เป็นรูปร่างสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งเป็นที่นิยมมาก ต่อมาการเจียระไนรูปทรงอื่น ๆ ก็ได้รับความนิยมเช่นกัน เพราะมีการนำเข้าพลอยบุษจากแหล่งต่างๆ มากขึ้น และพลอยต่างประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่ก้อนพลอยจะหนา ทำให้เจียระไนแล้วมีเนื้อก้นพลอยค่อนข้างหนาลึก จึงประกายไฟระยิบระยับสวยงาม แต่เปรียบเทียบความแน่นความแกร่งของเนื้อพลอยแล้วถือว่าพลอยจันทบุรีเป็น อันดับหนึ่ง ส่วนสีพลอยนั้น บุษราคัมจากศรีลังกาจะมีความสดใสมากกว่าเป็นส่วนใหญ่
ที่มา
www.aiyaragems.com/content.aspx?id=62
เป็นอัญมณีประเภทคอรันดัมที่มีสีเหลือง พบได้ในธรรมชาติเป็นแร่เดียวกับทับทิม ไพลิน เขียวส่อง พัดพารัดช่า และพวก Fancy sapphire แต่ส่วนใหญ่ที่ขายในท้องตลาดจะได้จากการเผาพลอยคอรันดัมที่มีสีเหลืองจาง มีตำหนิสีอื่นปนบ้าง(เหลือง,เขียว,นำเงินมาปนกัน) และสีเขียว(เขียวส่อง) ทำให้มีสีสวยงาม เข้มขึ้นขายได้ราคาสูง พลอยบุษราคัมสีจะมีตั้งแต่เหลืองอ่อนเรียกบุษย์น้ำเพชร, สีอมเขียวเรียกว่าบุษย์น้ำแตง, สีเหลืองทองเรียกบุษย์น้ำทอง, สีคล้ายเหล้าเรียกบุษย์น้ำแม่โขง, สีเหลืองเข้มมากเรียกบุษย์น้ำขมิ้นเน่า, สีเหลืองออกส้มเรียกว่าบุษย์น้ำจำปา , บุษย์น้ำแม่โขงและน้ำทองเป็นที่นิยมจะมีราคาแพง โดยน้ำโขงจะแพงกว่า ลักษณะที่ดีควรเลือกพลอยที่เจียรไนได้สัดส่วน ก้นไม่บางจนเกินไป ใสไม่มีตำหนิที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า พลอยจึงจะมีประกายงดงาม แหล่งบุษราคัมที่สำคัญคือ จันทบุรี ศรีลังกา ทวีปแอฟริกา ออสเตรเลียและอื่นๆ
บุษราคัม
บุษราคัม Yellow Sapphire เป็นแร่ตระกูลคอรันดัม เช่นเดียวกับทับทิม ไพลิน มีค่าความแข็งเป็นเลิศ คือแข็ง 9 ในโมห์สเกล ธาตุให้สีคือธาตุเหล็กสีเหลืองบุษราคัม เป็นสีของอัญมณีที่เข้ากันได้ดีกับผิวของคนไทย และอีกหลาย ๆ เชื้อชาติในแถบเอเชียและกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางเพราะสีของพลอยจะไม่โดดเด่นจนตัดกับผิวอย่างชัดเจนแต่เป็นความกลมกลืนและทำให้มือ ลำคอ หรือใบหน้าผิวพรรณดูดีสว่างไสวขึ้น
บุษราคัมเป็นหนึ่งในอัญมณีนพเก้าที่มีความเป็นสิริมงคลอย่างยิ่งต่อผู้ได้ครอบครอง เมื่อได้ประดับประดาด้วย “บุษราคัม” อีกทั้งสีเหลืองยังให้ความรู้สึกสงบร่มเย็นแก่อารมณ์และจิตใจ บุษราคัมจึงเป็นพลอยที่นิยมตลอดมาอย่างไม่เสื่อมถอย แม้ว่าพลอยบุษราคัมในปัจจุบันจะหาที่สวยคุณภาพดีได้ยากมานานแล้วก็ตาม
บุษราคัมจากแหล่งต่าง ๆ
*ซีลอนหรือศรีลังกา ถือเป็นแหล่งสำคัญที่ให้พลอยคุณภาพดีเยี่ยม เนื้อผลึกมีความใส ก้อนผลึกมีความลึก เมื่อมาเจียระไนแล้วจะส่องประกายแวววาวคล้ายกับเพชร ส่วนมากจะพบก้อนผลึกที่สีไม่สม่ำเสมอ หากเม็ดใดมีสีเสมอจะมีราคาสูงมาก
*บางกะจะ จันทบุรี ให้พลอยที่มีสีเหลืองแกมเขียว หากเม็ดใดให้สีเหลืองสดใสจะมีราคาสูง หาได้ยากยิ่ง เนื้อพลอยจากแหล่งบางกะจะนี้มีเนื้อแกร่งกว่าจากแหล่งใดๆ ทั้งหมด
*ออสเตรเลีย ให้พลอยที่มีลักษณะคล้ายกับของบางกะจะ มักพบเป็นสีเหลืองแกมเขียว หรือเหลืองแกมน้ำเงิน มีแถบสีชัดเจน
*มาดากัสการ์ ให้พลอยที่มีเนื้อสดใส สะอาด แต่ระยะนี้มักพบพลอยสีเหลืองที่มาจากแหล่งนี้ถูกเผาด้วยกรรมวิธีใหม่ อาจในสารเคมีบางตัวลงไปขณะที่เผา โดยกรรมวิธีการเผานี้ในตลาดต่างประเทศยังไม่สรุปผลยอมรับว่าเป็นการเผาที่ คล้ายคลึงกับธรรมชาติ
ถ้าขณะนี้ท่านกำลังเตรียมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อบุษราคัมสักเม็ด ลองดูหลักเกณฑ์ในการเลือกซื้อบุษราคัมกันก่อนวิธีเลือกบุษราคัมน้ำงาม
1.บุษราคัม มีสีเหลืองอ่อน-เข้มหลายระดับ ตั้งแต่ บุษน้ำแตงคือบุษสีอ่อน บางครั้งแกมเขียวเล็กน้อย บุษน้ำทองคือบุษสีทองสดใสเหมือนดั่งทองคำ บุษแม่โขงคือบุษที่มีสีทองแกมน้ำตาล เมื่ออยู่กลางแดดสีจะเหมือนเหล้าแม่โขงดีกรีแรงของไทย ไปจนถึงบุษสีเหลืองอมแดง จะเลือกสีแบบใดขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว ที่นิยมมากที่สุดเห็นจะเป็นสีเหลืองทองสดใส และบุษแม่โขง
2.บุษราคัมที่ดีต้องไม่มีตำหนิในเนื้อพลอยที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า เพราะโดยธรรมชาติพลอยชนิดนี้มักจะมีความใสสะอาดเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้ว
3.เนื้อพลอยบุษราคัมที่ดีควรสวยใส ไม่ซึมหรือดูเหมือนมีฝ้าละอองเล็กๆ กระจายอยู่ภายใน มองดูมีความมันวาวและแลดูแกร่ง ซึ่งจะสะท้อนกับแสงไฟได้ดีมาก
4.นานๆ ครั้งก็จะมี “บุษราคัมสตาร์” ให้เห็นบ้างเช่นกัน ส่วนใหญ่เนื้อพลอยจะค่อนข้างทึบ มีสีเหลืองอมน้ำตาลหรืออมทอง และมีเส้นสตาร์ 6 ขา อยู่บนหน้าพลอย นับเป็นของหายากและเหมาะที่จะสะสมไว้ทำชุด “นพเก้า” มากที่สุด เพื่อจะได้เข้าชุดกับไพลินสตาร์ ทับทิมสตาร์ ซึ่งต่างก็หาของสวยๆได้ค่อนข้างยากเช่นกัน
5.ขนาดของพลอยและระดับสีเหลืองสวยที่เหมาะกับสีผิว ถ้ามีผิวสีขาวผ่องนวลก็สามารถใส่บุษราคัมได้ทุกเฉดสี ถ้าท่านมีผิวสีเข้มออกทางดำแดง สีเหลืองบุษราคัมที่เหมาะน่าจะมีสีเหลืองเข้ม เช่น สีแม่โขง
ในอดีตที่ผ่านมา บุษราคัมจันทบุรี (เนื้อก้อนพลอยค่อนข้างบาง) มักจะได้รับการเจียระไนให้เป็นรูปร่างสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งเป็นที่นิยมมาก ต่อมาการเจียระไนรูปทรงอื่น ๆ ก็ได้รับความนิยมเช่นกัน เพราะมีการนำเข้าพลอยบุษจากแหล่งต่างๆ มากขึ้น และพลอยต่างประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่ก้อนพลอยจะหนา ทำให้เจียระไนแล้วมีเนื้อก้นพลอยค่อนข้างหนาลึก จึงประกายไฟระยิบระยับสวยงาม แต่เปรียบเทียบความแน่นความแกร่งของเนื้อพลอยแล้วถือว่าพลอยจันทบุรีเป็น อันดับหนึ่ง ส่วนสีพลอยนั้น บุษราคัมจากศรีลังกาจะมีความสดใสมากกว่าเป็นส่วนใหญ่
ที่มา
www.aiyaragems.com/content.aspx?id=62
ควอตซ์ (Quartz)
ควอตซ์ (Quartz)
การจำแนก
ประเภท : แร่ซิลิกา
สูตรเคมี : SiO2
คุณสมบัติ
สี : มีทั้งโปร่งใส จนถึงทึบแสง มีมากมายแทบจะทุกสี
โครงสร้างผลึก : รอมโบฮีดรัล
ค่าความแข็ง : 7
ความถ่วงจำเพาะ : 2.65
ควอตซ์ (อังกฤษ: Quartz) (SiO2) หรือมีชื่อว่า "แร่เขี้ยวหนุมาน" เป็นแร่ที่พบมากที่สุดในโลก
คุณสมบัติ
- สี มีทั้งโปร่งใส จนถึงทึบแสง มีมากมายแทบจะทุกสี
- ควอตซ์มีค่าความแข็งที่ 7 ตามสเกลของโมส์ (Moh's scale)
นอกจากนี้ ควอตซ์ยังมีคุณสมบัติพิเศษคือมี Pieroelectric คือไฟฟ้าที่เกิดจากการกดดันทางกลไกที่มีต่อผลึก
ซึ่งทำให้เกิดมีประจุไฟฟ้าขึ้นในควอตซ์ (เช่นเดียวกับทัวร์มาลีน) ด้วยคุณสมบัตินี้จึงนำมาใช้ควบคุมความถี่คลื่นวิทยุ ควบคุมความเที่ยงตรงของนาฬิกากันน้ำ ที่เราเรียกกันว่า นาฬิกาควอตซ์ และด้วยความโปร่งใสต่อแสงอัลตราไวโอเลต ทำให้ควอตซ์เหมาะที่จะนำมาทำเป็นเลนส์ของกล้องจุลทรรศน์อีกด้วย
รูปแบบผลึก
ด้วยลักษณะของผลึก ทำให้ควอตซ์ถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภท
- แบบผลึกเดี่ยว Single Quartz หรือ Crystalline Quartz เป็นผลึกที่มีการเรียงตัวกันอย่างมีระเบียบ มีชื่อเรียกต่างกันไปตามสีที่พบ สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมการผลิต นาฬิกา, เลนส์ และอุปกรณ์ควบคุมความถี่ของคลื่นวิทยุ ที่รู้จักและนิยมในท้องตลาดก็คือ ควอตซ์สีเหลือง ที่เรียกว่า ซิทรีน (Citrine) และสีม่วงที่เรียกว่า แอเมทิสต์ (Amethyst)
- แบบ Microcrystalline ประกอบด้วยกลุ่มผลึกเล็กๆ ไม่สามารถมองเห็นรูปผลึกได้ด้วยตาเปล่า เช่น หินตาเสือ (Tiger's eye) ที่คนไทยเรียกว่า คดไม้สัก เป็นต้น
- แบบ Cryptocrystalline Quartz หรือที่เรียกว่า คาลเซโดนี Chalcedony เป็นควอตซ์ที่มีผลึกเล็กๆ ละเอียดรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก ต่างจากแบบ Microcrystalline คือเป็นผลึกเล็กๆ มารวมกัน ไม่ใช่กลุ่มผลึก มีลักษณะเล็กกว่ากลุ่มผลึกนั่นเอง เช่น เจสเปอร์, เลือดพระลักษณ์ (Bloodstone) และอาเกท เป็นต้น.
เกร็ดความรู้เกี่ยวกับควอตซ์
เนื่องจากฝุ่นละอองที่มีอยู่ในอากาศก็มีแร่ควอตซ์ปะปนอยู่เช่นกัน ดังนี้หากใช้ผ้าทำความสะอาดเช็ดถูอัญมณีที่มีความแข็งน้อยกว่า 7 เช่น ไข่มุก งาช้าง อำพัน ซอยไซต์ ไดออปไซด์ หรือเพอริโดต์ เป็นต้น จะทำให้อัญมณีที่มีค่าความแข็งน้อยกว่าควอตซ์จะเป็นรอยขีดข่วนได้ ดังนี้จึงเป็นที่นิยมเชื่อถือกันว่า แร่ที่มีค่าความแข็งมากกว่า 7 จึงเหมาะสมกับการนำมาทำเป็นอัญมณี ยกเว้นที่แข็งน้อยกว่าแต่มีคุณสมบัติที่จะนำมาเป็นอัญมณีได้ ก็คือ มีความสวยงามที่โดดเด่น และเป็นที่นิยมตามแฟชั่น
ที่มา
วิกีพีเดีย
การจำแนก
ประเภท : แร่ซิลิกา
สูตรเคมี : SiO2
คุณสมบัติ
สี : มีทั้งโปร่งใส จนถึงทึบแสง มีมากมายแทบจะทุกสี
โครงสร้างผลึก : รอมโบฮีดรัล
ค่าความแข็ง : 7
ความถ่วงจำเพาะ : 2.65
ควอตซ์ (อังกฤษ: Quartz) (SiO2) หรือมีชื่อว่า "แร่เขี้ยวหนุมาน" เป็นแร่ที่พบมากที่สุดในโลก
คุณสมบัติ
- สี มีทั้งโปร่งใส จนถึงทึบแสง มีมากมายแทบจะทุกสี
- ควอตซ์มีค่าความแข็งที่ 7 ตามสเกลของโมส์ (Moh's scale)
นอกจากนี้ ควอตซ์ยังมีคุณสมบัติพิเศษคือมี Pieroelectric คือไฟฟ้าที่เกิดจากการกดดันทางกลไกที่มีต่อผลึก
ซึ่งทำให้เกิดมีประจุไฟฟ้าขึ้นในควอตซ์ (เช่นเดียวกับทัวร์มาลีน) ด้วยคุณสมบัตินี้จึงนำมาใช้ควบคุมความถี่คลื่นวิทยุ ควบคุมความเที่ยงตรงของนาฬิกากันน้ำ ที่เราเรียกกันว่า นาฬิกาควอตซ์ และด้วยความโปร่งใสต่อแสงอัลตราไวโอเลต ทำให้ควอตซ์เหมาะที่จะนำมาทำเป็นเลนส์ของกล้องจุลทรรศน์อีกด้วย
รูปแบบผลึก
ด้วยลักษณะของผลึก ทำให้ควอตซ์ถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภท
- แบบผลึกเดี่ยว Single Quartz หรือ Crystalline Quartz เป็นผลึกที่มีการเรียงตัวกันอย่างมีระเบียบ มีชื่อเรียกต่างกันไปตามสีที่พบ สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมการผลิต นาฬิกา, เลนส์ และอุปกรณ์ควบคุมความถี่ของคลื่นวิทยุ ที่รู้จักและนิยมในท้องตลาดก็คือ ควอตซ์สีเหลือง ที่เรียกว่า ซิทรีน (Citrine) และสีม่วงที่เรียกว่า แอเมทิสต์ (Amethyst)
- แบบ Microcrystalline ประกอบด้วยกลุ่มผลึกเล็กๆ ไม่สามารถมองเห็นรูปผลึกได้ด้วยตาเปล่า เช่น หินตาเสือ (Tiger's eye) ที่คนไทยเรียกว่า คดไม้สัก เป็นต้น
- แบบ Cryptocrystalline Quartz หรือที่เรียกว่า คาลเซโดนี Chalcedony เป็นควอตซ์ที่มีผลึกเล็กๆ ละเอียดรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก ต่างจากแบบ Microcrystalline คือเป็นผลึกเล็กๆ มารวมกัน ไม่ใช่กลุ่มผลึก มีลักษณะเล็กกว่ากลุ่มผลึกนั่นเอง เช่น เจสเปอร์, เลือดพระลักษณ์ (Bloodstone) และอาเกท เป็นต้น.
เกร็ดความรู้เกี่ยวกับควอตซ์
เนื่องจากฝุ่นละอองที่มีอยู่ในอากาศก็มีแร่ควอตซ์ปะปนอยู่เช่นกัน ดังนี้หากใช้ผ้าทำความสะอาดเช็ดถูอัญมณีที่มีความแข็งน้อยกว่า 7 เช่น ไข่มุก งาช้าง อำพัน ซอยไซต์ ไดออปไซด์ หรือเพอริโดต์ เป็นต้น จะทำให้อัญมณีที่มีค่าความแข็งน้อยกว่าควอตซ์จะเป็นรอยขีดข่วนได้ ดังนี้จึงเป็นที่นิยมเชื่อถือกันว่า แร่ที่มีค่าความแข็งมากกว่า 7 จึงเหมาะสมกับการนำมาทำเป็นอัญมณี ยกเว้นที่แข็งน้อยกว่าแต่มีคุณสมบัติที่จะนำมาเป็นอัญมณีได้ ก็คือ มีความสวยงามที่โดดเด่น และเป็นที่นิยมตามแฟชั่น
ที่มา
วิกีพีเดีย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
