วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ตุ่มจิ๋วที่ “ขากรรไกร” จระเข้ไวต่อสัมผัสยิ่งกว่าปลายนิ้วคน


จุดสีดำตามแนวขากรรไกรจระเข้สามารถรับความรู้สึกได้เร็วกว่าปลายนิ้วมนุษย์ (BBC Nature)


ตุ่มจิ๋วที่ “ขากรรไกร” จระเข้ไวต่อสัมผัสยิ่งกว่าปลายนิ้วคน

       งานวิจัยใหม่เผยตุ่มจิ๋วตามแนวขากรรไกรของจระเข้นั้นไวต่อสัมผัสยิ่งกว่าปลายนิ้วของมนุษย์เสียอีก ซึ่งการไวต่อสัมผัสนี้ทำให้จระเข้สามารถคาบไข่ของตัวเองได้อย่างละมุน และตะครุบเหยื่อได้ในเวลาไม่ถึงวินาที
      
       “ทันทีที่พวกมันรู้สึกถึงสัมผัสบางอย่าง พวกมันก็ตะครุบทันที” เคน คาทาเนีย (Ken Catania) นักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลท์ (Vanderbilt University) ในเทนเนสซี สหรัฐฯ ผู้วิจัยเรื่องนี้กล่าว
      
       ไลฟ์ไซน์ระบุว่า คาทาเนียสงสัยว่าทำไมสัตว์จำพวกจระเข้จึงมีตุ่มจิ๋วๆ อยู่บนใบหน้า ซึ่งโครงสร้างเล็กๆ เหล่านี้ช่วยให้นักอนุรักษ์แยกหนังจระเข้ที่ใช้ผลิตกระเป๋าสตังค์ รองเท้าและเข็มขัดว่ามาจากฟาร์มหรือลักลอบล่าได้ แต่ก็ไม่มีใครรู้จริงๆ ว่าตุ่มเหล่านั้นมีหน้าที่อะไร
      
       คาทาเนีย และ ดันแคน ไลท์ช (Duncan Leitch) นักศึกษาปริญญาตรีของเขาจึงใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด เพื่อส่องเข้าไปใกล้ๆ โครงสร้างตุ่มนั้นของจระเข้อเมริกันอัลลิเกเตอร์และจระเข้จากแม่น้ำไนล์ ซึ่งเผยให้เห็นปลายเส้นประสาทที่สามารถตรวจวัดการสั่นไหวและแรงดันได้
      
       จากนั้นพวกเขาก็ตามรอยหาแหล่งของปลายประสาทเหล่านั้น ซึ่งพบว่าปลายประสาทเหล่านั้นขึ้นมาจากเส้นประสาทไตรเจมินัล (trigeminal nerve) ซึ่งโผล่ขึ้นมาตรงๆ จากกะโหลก โดยคนเราเองก็มีเส้นประสาทประเภทดังกล่าว ซึ่งช่วยให้รับความรู้สึกทางใบหน้าและรับสัญญาณสั่งการที่จำเป็นต่อการกัด เคี้ยวและกลืน
      
       หลังจากนั้นทีมวิจัยได้เปิดการทำงานของเครือข่ายเส้นประสาทนี้ โดยทีมวิจัยก่อนหน้านี้ได้ชี้ว่าตุ่มที่ใบหน้าอาจจะตรวจวัดระดับเกลือในน้ำได้ ดังนั้น พวกเขาจึงพยายามให้จระเข้แม่น้ำไนล์ได้สัมผัสกับน้ำเค็มขณะวัดสัญญาณไฟฟ้าที่เส้นประสาทดังกล่าว พวกเขาไม่พบอะไรเลย แต่เมื่อทดสอบความไวในการสัมผัส ซึ่งทำโดยการใช้ขนเส้นเล็กๆ สัมผัสที่ตุ่มดังกล่าว ผลปรากฏว่าตุ่มดังกล่าวมีความไวต่อสัมผัสมากกว่าปลายนิ้วของมนุษย์
      
       นักวิจัยพบว่าทั้งจระเข้ครอคส์และเกเตอร์สนั้นใช้ขากรรไกรตะครุบเหยื่อในเวลาเพียง 0.05 วินาที ซึ่งเป็นเวลาในการตอบสนองที่น่าจะถูกกระตุ้นด้วยผิวหนังที่มีความไวสูง แต่สัตว์เลื้อยคลานตัวยักษ์เหล่านี้ก็สามารถประคองไข่ไว้ในปากได้อย่างนุ่มนวล เพื่อย้ายจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง
       ตอนนี้นักวิจัยกำลังสนใจว่าสมองส่วนไหนที่ประมวลผลการรับรู้จากเส้นประสาทเหล่านี้ และคาทาเนียยังกล่าวอีกว่าแม้จระเข้ไม่ใช้สิ่งมีชีวิตที่เป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ แต่ก็มีความสำคัญที่ช่วยเติมเต็มปริศนาวิวัฒนาการว่า การรับความรู้ในสมองส่วนหน้านั้นมีวิวัฒนาการมาอย่างไร

ที่มา
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9550000137297

วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

สงสารแพนด้า...อนาคตจะไม่มีไผ่กินเพราะโลกร้อน

สงสารแพนด้า...อนาคตจะไม่มีไผ่กินเพราะโลกร้อน


แบบจำลองภูมิอากาศชี้โลกร้อนจะส่งผลกระทบต่อการเจิรญเติบโตของไผ่ซึ่งเป็นอาหารอย่างเดียวของแพนด้า (ไลฟ์ไซน์/Jessie Cohen/Smithsonian's National Zoo)


       แม้ว่าจะเป็นสัตว์ที่คนหลงมากที่สุดด้วยหน้าตาน่าเอ้นดู แต่ “แพนด้า” ก็ไม่รอดพ้นจากการถูกภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศคุกคาม เมื่อนักวิจัยศึกษาว่าอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นไปจนถึงศตวรรษหน้านั้น จะเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของไผ่ซึ่งเป็นอาหารอย่างเดียวของหมีตาขอบดำ เว้นแต่พืชชนิดนี้จะย้ายถิ่นเจริญเติบโตไปยังบริเวณที่สูงขึ้นก็ยังจะพอมีหวังได้บ้าง
      
       อย่างไรก็ดี ทีมวิจัยระบุว่าความหวังที่พอมีในการกอบกู้พื้นที่เจริญเติบโตของไผ่ซึ่งเป็นอาหารแพนด้านั้นอาจถูกมนุษย์แย่งชิงไปเป็นถิ่นอาหารและใช้สร้างกิจกรรมต่างๆ หากว่าเราเริ่มโครงการอนุรักษ์ช้าเกินไป โดย หลิว เจี้ยนกั๋ว (Jianguo Liu) สมาชิกทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย (Michigan State University) สหรัฐฯ บอกทางไลฟ์ไซน์ว่า หากเราเริ่มปฏิบัติการตั้งแต่ตอนนี้เลยก็ยังคงพอมีหวัง แต่หากมัวก็จะช้าเกินไป
      
       ทั้งนี้ ทีมวิจัยได้ใช้แบบจำลองการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) เพื่อคาดคะเนอนาคตของไผ่ 3 สปีชีส์ ที่จำเป็นต่อแพนด้าในภูเขาฉินหลิ่ง (Qinling Mountain) ของจีน ซึ่งเป็นพื้นที่ 1 ใน 4 ของที่อยู่อาศัยของแพนด้า แต่ละแบบจำลองนั้นแตกต่างกันไปตามคาดการณ์ที่จำเพาะ แต่ทุกแบบจำลองพยากรณ์ถึงระดับอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นภายในศตวรรษที่จะมาถึง
      
       ผลการพยากรณ์ชี้ว่า หากไผ่เหล่านั้นยังถูกกำจัดการกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ปัจจุบัน ไผ่จำนวน 80-100% ของปัจจุบันจะหายไปภายในปลายศตวรรษที่ 21 เพราะไม่สามารถเจิรญเติบโตได้ในอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น ซึง่ทีมวิจัยได้ตีพิมพ์ผลวิจัยลงวารสาร เนเจอร์ไคลเมทแชงจ์ (Nature Climate Change)
      
       อย่างไรก็ดี ในอนาคตหากไผ่สามารถย้ายไปเติบโตในพื้นที่ใหม่ซึ่งหนาวเย็นกว่า และเป็นบริเวณที่มีอุณหภูมิเท่าถิ่นที่อยู่เดิมในปัจจุบัน (เนื่องจากคาดการณ์ว่าอนาคตจะร้อนขึ้น) ก็ยังพอมีหวังแก่การอยู่รอดของไผ่เหล่านั้นต่อไปได้ แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่ามนุษย์เราจะสามารถจำกัดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศได้ด้วยการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคตได้หรือไม่
      
       “แบบจำลองทั้งหมดค่อนข้างสอดคล้องกัน แนวโน้มทั่วไปนั้นเหมือนกัน สิ่งที่แตกต่างกันคืออุณหภูมิของการเปลี่ยนแปลง แม้จะมีภาพความหวังอยู่บ้างเมื่อเรายอมให้ให้ไผ่กระจายพันธุ์ไปได้ทุกที่ แต่ก็ยังคงมีผลตามมาที่น่ากลัว และชัดเจนว่าหากไผ่ไม่มีที่ไปจริง ถิ่นอาศัยของแพนด้าก็จะลดลงอย่างรดเร็วด้วย” หลิวอธิบายผลคาดการณ์จากแบบจำลองสภาพอากาศแก่ไลฟ์ไซน์
      
       ตอนนี้แพนด้าจำนวนมากอาศัยอยู่ในป่าอาศัยอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งกันไม่ให้มนุษย์บุกรุกเข้าไป ถึงอย่างนั้น พื้นที่เกือบทั้งหมดที่แพนด้าอาศัยอยู่ก็จะไม่ใช่ถิ่นเจริญเติบโตที่ยั่งยืนสำหรับไผ่ในอนาคต หากอุณหภูมิยังคงพุ่งสูงขึ้นไปตามที่พยากรณ์ไว้ แต่หากนักอนุรักษ์เดินหน้าตั้งแต่ตอนนี้เพื่อย้ายพื้นที่อนุรักษ์แพนด้าไปตามขอบเขตถิ่นที่อยู่ของไผ่ ก็มีความเป็นไปได้ในการอนุรักษ์พื้นที่ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตของแพนด้าได้
      
       อย่างไรก็ดี นักวิจัยระบุว่าไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่กำลังคุกคามแพนด้ายักษ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่ใกล้สูญพันธุ์มากที่สุดในโลก แต่กิจกรรมของมนุษย์ก็ได้จำกัดถิ่นที่อยู่ของสัตว์ ซึ่งอาศัยแหล่งอาหารเพียงอย่างเดียว ที่อาหารอื่นซึ่งให้สารอาหารและอุดมพลังงานไม่อาจทดแทน
      
       นอกจากแพนด้าในถิ่นอาศัยตามธรรมชาติในจีนแล้ว ยังมีแพนด้าที่กระจายตัวไปตามสวนสัตว์ต่างๆ และศูนย์ขยายพันธุ์ทั่วโลก แต่หลิวก็ไม่อาจคาดเดาอนาคตของแพนด้าหากพวกมันสูญเสียแหล่งอาศัยตามธรรมชาติไปหมด และการอนุรักษ์ไม่ใช่เพียงการขยายพันธุ์ในศูนย์หรือสวนสัตว์ ซึ่งจะเป็นการทำลายความหลากหลายทางพันธุกรรมของสัตว์ และไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถาวร
      
ที่มา
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9550000138345